โทเค็น PIPPIN ร่วงหนักกว่า 55% ภายในวันเดียว มูลค่าตลาดหายไปราว 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.96 แสนล้านบาท) โดยแรงขายรอบนี้ไม่ได้มาจาก ‘พื้นฐานโครงการ’ แต่เกิดจากการ ‘เลิกสัญญาเลเวอเรจ’ ขนาดใหญ่ในตลาดอนุพันธ์เป็นหลัก สะท้อนภาพ *ตลาดคริปโตที่พึ่งพาเลเวอเรจสูง* และเสี่ยงต่อการโดนเทขายแบบลูกโซ่
เมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์หลักหลายแห่ง พบว่าแรงเทขายใน PIPPIN เริ่มต้นจากการสั่นคลอนของราคาเพียงเล็กน้อย แต่ไปกระตุก ‘โดมิโน่’ ที่เป็นสถานะลองเลเวอเรจจำนวนมากที่สะสมกันไว้ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นวงจร ‘บังคับขาย-ราคาดิ่ง-บังคับขายซ้ำ’ ต่อเนื่อง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนซบเซาอย่างรวดเร็ว และเงินทุนหมุนย้ายไปหาธีมอื่นแทน
PIPPIN ปัจจุบันซื้อขายใกล้ระดับ 0.164 ดอลลาร์ ร่วงลงกว่า 55.69% ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนเกิดการดิ่งครั้งนี้ ‘มูลค่าสัญญาคงค้าง’ (Open Interest) อยู่ราว 69.43 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.03 แสนล้านบาท) สะท้อนว่าตลาดมีสถานะลองจำนวนมากสะสมอยู่ในภาวะค่อนข้างร้อนแรง
เมื่อราคาเริ่มสวิงลง สถานะลองประมาณ 3.4 ล้านดอลลาร์ (ราว 50 ล้านบาท) ถูก ‘ล้างพอร์ต’ หรือบังคับปิดโดยอัตโนมัติ (Forced Liquidation) ทำให้เกิดแรงขายไหลออกมารวดเดียว กดราคาลงอย่างรุนแรง และยิ่งดึงให้การล้างพอร์ตในรอบถัดไปทวีความรุนแรงขึ้น เป็นวงจรซ้ำไปมาในลักษณะ ‘ลูปการล้างเลเวอเรจ’ ที่พบได้บ่อยในตลาดฟิวเจอร์สคริปโต
ปัจจุบัน ‘ค่าฟันดิง’ (Funding Rate) ของ PIPPIN ปรับตัวลงสู่ระดับ -0.0053% สะท้อนชัดว่า ‘ฝั่งชอร์ต’ กำลังครองความได้เปรียบในตลาด และมีมุมมองเชิงลบมากกว่าฝั่งลองอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับเหรียญมีมชื่อดังอย่าง *เพงกวิ้น(PENGU)* และ *บองค์(BONK)* ซึ่งยังสามารถเคลื่อนไหวตามกระแสตลาดโดยรวมได้ PIPPIN กลับแสดงสัญญาณอ่อนแรงและเคลื่อนไหวสวนทางจากภาพบวกของตลาดโดยรวม
ด้านเทคนิค PIPPIN เคยทะยานจาก 0.18 ดอลลาร์ ขึ้นไปสูงสุดแถว 0.93 ดอลลาร์ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะค่อย ๆ ไหลลงและล่าสุดคืนกำไรเกือบทั้งหมดที่เคยทำได้ แสดงรูปแบบราคาแบบ “ขึ้นพุ่งแรงแล้วคืนหมด” ซึ่งในวงการมักเรียกกันว่า ‘Pump & Retrace’ หรือ ‘ปั๊มแล้วไหลกลับ’
หากมองในกรอบราคา จะเห็นว่าโซน 0.35–0.40 ดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นช่วงแกว่งตัวด้านข้าง กลับไม่มีแรงซื้อป้องกันราคาอย่างมีนัยสำคัญในรอบดิ่งครั้งนี้ ทำให้ราคาทะลุลงอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่เห็นออเดอร์รับซื้อจำนวนมาก นั่นหมายความว่า *แรงต้องการสะสมเหรียญในโซนดังกล่าวอาจมีน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้* และความหวังเชิงเก็งกำไรของผู้เล่นกลุ่มเดิมถูกดับลงในเวลาไม่นาน
ปัจจุบันโซน 0.18–0.22 ดอลลาร์ ถูกมองเป็น ‘ฐานสำคัญ’ หรือจุดกลับตัวเดิม หากราคายังยืนเหนือเขตนี้ได้และมีแรงซื้อเข้ามาหนุนในเชิงปริมาณ อาจมีโอกาสดีดระยะสั้นกลับไปทดสอบ 0.30–0.35 ดอลลาร์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า โครงสร้างระยะกลางถึงยาวของ PIPPIN ค่อนข้างเปราะบาง เนื่องจากการขึ้นรอบก่อนอาศัยแรงเก็งกำไรและเลเวอเรจมากเกินไป จึงยังไม่เห็นฐานใหม่ที่แข็งแรงพอสำหรับเทรนด์ขาขึ้นถัดไป
ขณะที่ PIPPIN กำลังเผชิญแรงขาย เงินทุนในตลาดคริปโตหมวด ‘เหรียญมีม AI’ เริ่มไหลออกและหมุนไปหากลุ่ม ‘โปรเจกต์ระยะเริ่มต้น’ ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตมากกว่า หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตาคือ *แม็กซี โดจิ($MAXI)* ที่เปิดขายรอบพรีเซลล์และสามารถระดมทุนไปแล้วราว 4.6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 68 ล้านบาท) โดยโครงสร้างของ MAXI เน้น ‘รางวัลสเตกกิงสูง’ เพื่อจูงใจให้นักลงทุนถือเหรียญระยะยาว ลดแรงขายระยะสั้น และออกแบบโทเค็นโนมิกส์ให้สอดคล้องกับการเติบโตของชุมชน
ในมุมมองของผู้เล่นสายเก็งกำไร การที่เหรียญมีมขนาดกลางหลายตัวเริ่มชนเพดานผลตอบแทน ทำให้เม็ดเงินจำนวนหนึ่งยอมย้ายไปหาสินทรัพย์เสี่ยงกว่าอย่างโปรเจกต์พรีเซลล์และโทเค็นที่ยังมีมาร์เก็ตแคปไม่สูงมาก เพื่อหวัง ‘อัปไซด์’ ที่มากขึ้น แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่าตลาดหลัก ‘ความคิดเห็น’ มีนักลงทุนบางส่วนมองว่าการไหลของเงินทุนลักษณะนี้เป็นสัญญาณว่าเฟสเก็งกำไรในหมวดมีมยังไม่จบ เพียงแค่เปลี่ยนเวทีเล่นจากเหรียญเก่าไปยังเหรียญใหม่เท่านั้น
กรณีของ PIPPIN ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแกว่งตัวของราคาแบบปกติ แต่กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของ ‘ความเปราะบางจากเลเวอเรจ’ และ ‘ความเร็วในการหมุนของสภาพคล่อง’ ในตลาดคริปโตยุคปัจจุบัน เมื่อสถานะเลเวอเรจถูกเร่งให้สะสมมากเกินไป การปรับฐานเพียงเล็กน้อยอาจทวีเป็นแรงล้มกระดานได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ กลยุทธ์ที่เน้น ‘การถือครองเหรียญจริง (สปอต)’ แทนการไล่เก็งกำไรด้วยเลเวอเรจสูง อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่ต้องการอยู่ในตลาดต่อ แต่ลดโอกาสเสี่ยงที่จะถูก “ล้างพอร์ต” เหมือนที่เกิดขึ้นกับผู้ถือ PIPPIN ในรอบล่าสุดนี้
ความคิดเห็น 0