ประธานาธิบดีทรัมป์ กดดันธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ให้ ‘ลดดอกเบี้ยทันที’ ชนกับมุมมองของตลาดที่เชื่อว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ เพิ่มสูงขึ้น แม้ตลาดจะประเมินว่าโอกาสคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 18 มี.ค. อยู่ในระดับเกือบ ‘แน่นอน’
คำเรียกร้องล่าสุดของทรัมป์มาพร้อมถ้อยคำแรง ระบุว่าช่วงดอกเบี้ย 3.50–3.75% เป็นระดับที่ ‘คุกคามความมั่นคงของชาติ’ อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลจาก CME FedWatch นักลงทุนประเมินว่าโอกาสที่เฟดจะ ‘คงดอกเบี้ย’ ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 18 มี.ค. (เวลาท้องถิ่น) อยู่ที่ราว 99% แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงมาแถว 2.4% แต่เฟดยังเลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง
ทรัมป์ใช้เวทีการเมืองกดดันเฟดอย่างเปิดหน้า เขาระบุในที่ประชุมทำเนียบขาวว่า ควรลดดอกเบี้ยทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดประชุม FOMC พร้อมย้ำว่า “ไม่มีช่วงเวลาไหนเหมาะไปกว่านี้ในการลดดอกเบี้ย” และถึงขั้นบอกว่านี่คือเรื่องที่ “เด็กประถมก็ยังเข้าใจได้” เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารกลาง
ก่อนหน้านี้ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทรูทธ์โซเชียล ทรัมป์ก็เพิ่งโพสต์โจมตี เจโรーム พาวเวลล์ ประธานเฟด เรียกร้องให้ ‘ลดดอกเบี้ยทันที’ อีกครั้ง โดยชี้ว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันเป็นภาระต่อทั้งเศรษฐกิจภายในและความมั่นคงของประเทศ และวิจารณ์พาวเวลล์ว่า “ตัดสินใจช้าเสมอ”
แรงกดดันของทรัมป์มีพื้นฐานจากข้อเท็จจริงด้านภาระหนี้ในระบบจริง ‘ดอกเบี้ยจำนอง’ ระยะยาวของสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างมาก อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ 30 ปีขึ้นไปแตะราว 6.11% ทำให้ภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจจริงต้องรับต้นทุนการกู้ยืมที่หนักขึ้น ขณะเดียวกัน ‘หนี้สาธารณะสหรัฐ’ ทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,818.8 ล้านล้านบาท) ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลพุ่งสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ฝ่ายการเมืองใช้กดดันเฟดให้เร่ง ‘ลดดอกเบี้ย’
‘คำ’ ที่นักลงทุนโฟกัสคือ ความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ดอกเบี้ย–สภาพคล่อง–บิตคอยน์(BTC)’ การลดดอกเบี้ยมักหมายถึง ‘สภาพคล่องล้นตลาด’ ต้นทุนการกู้ยืมถูกลง ขณะที่ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า เม็ดเงินจึงมักไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย ไปหาสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้โอกาสทำกำไรสูงกว่า เช่น ‘บิตคอยน์(BTC)’ และคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ
สัญญาณนี้เริ่มสะท้อนชัดจากฝั่งสถาบันการเงิน ข้อมูลการลงทุนชี้ว่า *แบล็คร็อก* เพิ่งเข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.952 หมื่นล้านบาท) การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ถูกตีความว่าเป็นการ ‘ซื้อก่อน’ เพื่อรับมือสภาพแวดล้อมการเงินแบบผ่อนคลายที่จะมาถึง
โครงสร้างของเม็ดเงินนั้นตรงไปตรงมา เมื่อ ‘ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัย’ อย่างพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าจึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดคริปโต การขึ้นรอบใหญ่ของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ หลังมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องในปี 2020 ก็เคยอาศัยกลไกนี้มาแล้ว
อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปก็พ่วงความเสี่ยง ‘เงินเฟ้อกลับมาพุ่ง’ หากตลาดมองว่าเฟดถูกการเมืองแทรกแซงและลดดอกเบี้ยโดยไม่ยึดข้อมูลเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของเฟดอาจสั่นคลอน เมื่อถึงจุดนั้น ‘บิตคอยน์(BTC)’ อาจไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง แต่กลายเป็น ‘เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านมูลค่าเงิน’ ที่นักลงทุนใช้หลบความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว
มุมมองต่อ ‘อนาคตของบิตคอยน์(BTC)’ ตอนนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘ความหวังเรื่องลดดอกเบี้ย’ กับ ‘ท่าทีระมัดระวังของเฟด’ หากผลประชุมเปลี่ยนไปในทางผ่อนคลาย แม้ไม่ลดดอกเบี้ยทันที แต่ส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยใกล้เข้ามา *ความคิดเห็น* มีโอกาสสูงที่ราคาบิตคอยน์จะวิ่งขึ้นไปทดสอบแนวต้านราว 74,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11.04 ล้านบาท) และหากผ่านไปได้ ระดับจิตวิทยาที่ 80,000 ดอลลาร์ก็จะเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง ข้อมูลออนเชนยังสะท้อนว่ามีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เริ่มสะสมเหรียญบริเวณโซนราคาแถว 71,000 ดอลลาร์
แต่หากเฟดเลือกย้ำจุดยืน ‘ดอกเบี้ยสูงนานกว่าเดิม’ แทนที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ตลาดคริปโตอาจเผชิญแรงขายทำกำไรและแรงเทขายจากความผิดหวัง ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ มีโอกาสถอยลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 69,000 ดอลลาร์ และหากหลุดระดับนี้ ความผันผวนอาจยิ่งทวีความรุนแรง
โฟกัสของนักลงทุนตอนนี้อยู่ที่ผลประชุม FOMC วันที่ 18 มี.ค. (เวลาท้องถิ่น) โดยเฉพาะ ‘ดอทพลอต’ หรือจุดคาดการณ์ดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด และถ้อยแถลงของเจโรーム พาวเวลล์ ว่าจะให้ภาพแนวโน้มดอกเบี้ยปีนี้อย่างไร ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาว่าความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนเมษายนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เพราะนี่คือข้อมูลที่ตลาดคริปโตมักจะ ‘รับข่าวล่วงหน้า’ ก่อนสินทรัพย์อื่น
ท้ายที่สุด ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงตอบสนองอย่างอ่อนไหวต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในฐานะปัจจัยมหภาคหลัก ความตึงเครียดระหว่างแรงกดดันทางการเมืองจากทรัมป์ กับความพยายามรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของเฟด กำลังกลายเป็น ‘แกนหลัก’ ที่จะกำหนดทิศทางของตลาดคริปโตในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0