คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ตัดสินใจยุติคดีฟ้องร้อง ‘โซเชียลโทเคน’ บล็อกเชนโปรเจกต์ ‘บิตคลาวด์(BitClout)’ และผู้ก่อตั้ง นาเดอร์ อัลนาจี(Nader Al-Naji) อย่างเป็นทางการ หลังต่อสู้คดีกันมาเกือบ 2 ปี สะท้อนทิศทาง ‘คริปโต’ ในสหรัฐที่กำลังผ่อนคลายลง และยิ่งเพิ่มความสนใจของตลาดต่อแนวโน้ม ‘กฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัล’ ชุดใหม่ในยุคปัจจุบัน
SEC ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า จากการทบทวนหลักฐานและบันทึกต่างๆ อีกครั้ง เห็นว่า ‘เหมาะสม’ ที่จะถอนฟ้องทุกข้อกล่าวหาต่ออัลนาจี รวมถึงบุคคลที่ถูกระบุเป็นจำเลยเพื่อการเยียวยา (Relief Defendants) โดยชี้ชัดว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานในการยุติการดำเนินคดีครั้งนี้
คดีบิตคลาวด์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดย SEC กล่าวหาว่าอัลนาจีขายโทเคนเนทีฟของบล็อกเชนบิตคลาวด์ชื่อ ‘BTCLT’ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020 โดย ‘ไม่จดทะเบียนหลักทรัพย์’ ระดมทุนไปได้ราว 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,832,000 ล้านวอน (คิดเป็นเงินไทยราวหลายพันล้านบาท) ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มการเสนอขายโทเคนที่เข้าข่ายเป็น ‘การเสนอขายหลักทรัพย์โดยผิดกฎหมาย’
ในช่วงนั้น SEC ยังระบุด้วยว่า อัลนาจีให้คำมั่นกับนักลงทุนว่าจะไม่ใช้เงินที่ระดมมาเพื่อ ‘ค่าใช้จ่ายส่วนตัว’ แต่จากการตรวจสอบจริงพบว่าเขาใช้เงินมากกว่า 7 ล้านดอลลาร์ไปกับการใช้จ่ายส่วนตัว ทั้งการซื้อ ‘ของขวัญหรูหรา’ และค่าเช่าคฤหาสน์ในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์ ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อโปรเจกต์บิตคลาวด์และตัวเขาเอง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือโครงสร้างการบริหารของโปรเจกต์ SEC กล่าวหาว่าอัลนาจีใช้ ‘นามแฝง’ ว่า ‘ไดมอนด์แฮนด์ส(Diamondhands)’ เพื่อสร้างภาพให้บิตคลาวด์ดูเหมือนเป็นแพลตฟอร์มที่ ‘ไร้ศูนย์กลาง’ หรือกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ทั้งที่ในทางปฏิบัติโครงการยังคงมี ‘โครงสร้างควบคุมส่วนกลาง’ อย่างชัดเจน
หน่วยงานกำกับฯ ยังชี้ว่า ระหว่างกระบวนการขอความคิดเห็นทางกฎหมายว่าด้วยสถานะของโทเคน BTCLT ว่าเป็น ‘หลักทรัพย์’ หรือไม่ อัลนาจีกลับ ‘เปิดเผยข้อมูลโครงสร้างจริงของโปรเจกต์แบบเลือกปฏิบัติ’ ให้เฉพาะนักลงทุนบางรายเท่านั้น ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและกลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของข้อกล่าวหาในคดีนี้
‘ความคิดเห็น’ กรณีบิตคลาวด์ถูกจับตามองตั้งแต่แรก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับโมเดล ‘โซเชียลโทเคน’ และการใช้ชื่อบุคคลบนเชน ซึ่งเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย การที่ SEC ยอมถอนฟ้องโดยใช้เหตุผลด้านดุลพินิจ แทนที่จะลากยาวไปจนถึงคำพิพากษา อาจเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานไม่ต้องการให้คดีนี้กลายเป็น “กรณีตัวอย่าง” ที่ถูกใช้ตีกรอบนวัตกรรมโทเคนโซเชียลในระยะยาว
ในอีกมุมหนึ่ง การยุติคดีนี้ยังสอดคล้องกับกระแส ‘ลดความเข้มงวดในการฟ้องร้องคริปโต’ ของ SEC หลัง ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ขึ้นดำรงตำแหน่ง และแต่งตั้ง พอล แอตกินส์(Paul Atkins) ซึ่งมีจุดยืน ‘เป็นมิตรต่อคริปโต’ ให้เป็นประธาน SEC นับจากนั้นมา รูปแบบการกำกับดูแลของหน่วยงานก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
หลังการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ภาคตลาดรายงานตรงกันว่า SEC ‘ถอนฟ้องหรือพักคดี’ ที่เกี่ยวข้องกับ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ไปเป็นจำนวนมาก นับเฉพาะตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นมา มีคดีที่ดำเนินอยู่เดิมประมาณ 60% ที่ถูกยุติหรือหยุดการดำเนินการชั่วคราว ซึ่งรวมถึงคดีต่อบริษัทและแพลตฟอร์มรายใหญ่ในวงการ เช่น ไบแนนซ์, คอยน์เบส, ริปเปิล, คราเคน และบริษัทบล็อกเชนรายสำคัญอื่นๆ
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การถอนฟ้องบิตคลาวด์จึงถูกมองว่าเป็น ‘ชิ้นส่วนสำคัญ’ ของภาพใหญ่ ที่สะท้อนว่าบรรยากาศ *‘การกำกับดูแลคริปโตในสหรัฐกำลังปรับโครงสร้าง’* จากเดิมที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกผ่านการฟ้องร้อง (regulation by enforcement) ไปสู่กรอบที่มีความชัดเจนและคาดเดาได้มากขึ้น แม้ยังไม่มีกฎหมายฉบับใหญ่ที่วางกรอบสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบออกมา
อย่างไรก็ตาม ‘คำ’ ที่หลายฝ่ายย้ำตรงกันคือ SEC ยังไม่ได้ ‘ยอมแพ้ต่อคริปโต’ การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงอยู่ แต่โฟกัสดูเหมือนจะขยับไปที่ ‘การฉ้อโกงชัดเจน การหลอกลวง และการละเมิดกฎแบบรุนแรง’ มากกว่าการตีความโทเคนส่วนใหญ่ให้เป็นหลักทรัพย์โดยปริยาย สิ่งที่ตลาดกำลังรอคือมาตรฐานใหม่ว่า *โทเคนแบบไหนเข้าข่ายหลักทรัพย์* และ *โปรเจกต์แบบใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านคดีความ*
‘ความคิดเห็น’ การปิดฉากคดีบิตคลาวด์ในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวดีสำหรับอัลนาจีเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาสำคัญต่อทั้งนักลงทุนรายใหญ่, โปรเจกต์ DeFi, โซเชียลโทเคน และแพลตฟอร์มคริปโตที่มองหาความชัดเจนในสหรัฐ หากแนวโน้ม ‘ลดการฟ้องร้องคริปโต’ ของ SEC ยังคงดำเนินต่อไป ตลาดอาจเห็นการย้ายฐานโปรเจกต์กลับเข้าสู่สหรัฐมากขึ้น พร้อมกับการเร่งออกแบบโมเดลธุรกิจที่ ‘สอดรับกฎใหม่’ เพื่อไม่พลาดโอกาสในรอบการเติบโตครั้งถัดไปของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ความคิดเห็น 0