แมตต์ โฮแกน(Matt Hougan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน(CIO) ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล ‘บิตไวส์(Bitwise)’ มองว่า กระแสเงินลงทุนในกองทุนอีทีเอฟบิตคอยน์(BTC) แบบสปอตสะท้อนให้เห็นว่า ‘สถาบันการเงิน’ กลายเป็นผู้เล่นที่มี ‘มือแข็งแกร่ง’ หรือ ‘strong / diamond hands’ กว่าที่คาด แม้ตลาดจะปรับฐานรุนแรงก็ตาม โดยเม็ดเงินไหลออกในช่วงขาลงถือว่า ‘จำกัด’ เมื่อเทียบกับเม็ดเงินไหลเข้าขนาดใหญ่ตั้งแต่เปิดตัวอีทีเอฟบิตคอยน์(BTC) สปอตในปี 2024 ทำให้มีมุมมองว่าเงินสถาบันกำลังกลายเป็น ‘เสาหลัก’ ของตลาดบิตคอยน์(BTC)
โฮแกนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว *คอยน์เดสก์(CoinDesk)* ว่า ‘หลักฐานที่ดีที่สุด’ ตอนนี้อยู่ในตลาดอีทีเอฟ พร้อมระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนตุลาคม 2025 กองทุนอีทีเอฟบิตคอยน์(BTC) มีเงินสุทธิไหลเข้ารวมราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.94 แสนล้านบาท) แต่หลังจากนั้นแม้ราคา ‘ร่วงลงกว่า 50%’ กระแสเงินไหลออกจากอีทีเอฟกลับอยู่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.49 แสนล้านบาท) เท่านั้น เขามองว่านี่คือสัญญาณว่า ‘นักลงทุนมืออาชีพ’ กำลังยืนยันบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ถือครองบิตคอยน์(BTC) แบบ ‘ไม่สั่นคลอน’ แม้อยู่ท่ามกลางตลาดหมีที่โหดร้าย
บิตไวส์ในปัจจุบันบริหารผลิตภัณฑ์การลงทุนด้านคริปโตหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือกองทุนอีทีเอฟบิตคอยน์(Bitwise Bitcoin ETF: BITB) โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM) ต่ำกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) ขณะที่อีทีเอฟบิตคอยน์(BTC) แบบสปอตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดคือ ‘ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(iShares Bitcoin Trust: IBIT)’ ของแบล็คร็อก(BlackRock: BLK) ซึ่งมี AUM มากกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.2 แสนล้านบาท) ทำให้แบล็คร็อกกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสถาบันรายใหญ่ที่สุดในตลาดบิตคอยน์(BTC)
‘합의가 끝난 자산’이 아닌 비트코인(BTC)
โฮแกนชี้ว่า ‘ข้อมูลจริง’ จากตลาดอีทีเอฟล่าสุด สวนทางกับคำวิจารณ์เดิมๆ ที่มีต่อ ‘นักลงทุนสถาบัน’ ในตลาดบิตคอยน์(BTC) มายาวนาน ก่อนหน้านี้มีมุมมองแพร่หลายว่าสถาบันจะไวต่อ ‘ช็อกด้านเศรษฐกิจมหภาค’ และวงจรสภาพคล่อง หากตลาดเผชิญภาวะตึงเครียด สถาบันจะรีบลดการเปิดรับความเสี่ยงในบิตคอยน์(BTC) อย่างรวดเร็ว แต่ข้อมูลกระแสเงินของอีทีเอฟกลับสะท้อนภาพ ‘ตรงกันข้าม’ มากกว่า
เขาให้ความเห็นว่า บิตคอยน์(BTC) ยังเป็น ‘สินทรัพย์ที่ยังไม่ใช่ฉันทามติ (non‑consensus asset)’ ในหมู่นักลงทุนสถาบัน หมายความว่า ผู้จัดการกองทุนที่ตัดสินใจซื้อบิตคอยน์(BTC) วันนี้กำลังทำในสิ่งที่ ‘ต่าง’ จากเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม และต้องยอมรับ ‘ความเสี่ยงด้านอาชีพ (career risk)’ สูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไป บิตไวส์ซึ่งตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโกปัจจุบันบริหารเงินลูกค้ารวมกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.24 แสนล้านบาท) โดยโฮแกนมองว่า สภาพแวดล้อมเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ ‘แนวโน้มการถือครอง’ ของนักลงทุนสถาบันแข็งแรงขึ้น
‘คำ’ ที่โฮแกนต้องการสื่อคือ สถาบันที่ตัดสินใจ ‘จัดสรรพอร์ต’ เข้าสู่บิตคอยน์(BTC) ไม่ได้ทำเพียงเพราะมองว่าเป็นไอเดียที่ ‘พอใช้ได้’ ระดับความมั่นใจไม่ใช่แค่ 51% ว่าพอจะเวิร์ก แต่สูงถึงระดับ 80–90% จึงยอมรับความเสี่ยงทั้งด้านราคาและด้านชื่อเสียง เขาเน้นว่า “ถ้าไม่มีความเชื่อระดับนั้น ตั้งแต่แรกก็จะไม่กล้าเข้ามาเลย” และด้วยระดับความเชื่อมั่นดังกล่าว โฮแกนมองว่า ‘เม็ดเงินสถาบัน’ มีแนวโน้มจะกลายเป็น ‘เงินเหนียว (sticky money)’ อยู่ในตลาดต่อไป แม้ราคาจะผันผวนรุนแรงในระยะสั้น
‘비트코인(BTC) 100만 달러’ 전망의 근거
โฮแกนเชื่อว่าพฤติกรรมการถือครองของนักลงทุนสถาบันในช่วงขาลงครั้งล่าสุด กำลังรองรับมุมมองระยะยาวของเขาเองที่มักถูกพูดถึงในชื่อ ‘บิตคอยน์(BTC) ทะลุ 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ’ หรือราว 14.917 ล้านบาทต่อบิตคอยน์(BTC) เขาอธิบายว่า ‘คำ’ ที่น่าแปลกใจที่สุดในสมมติฐานนี้คือ จริงๆ แล้วมัน ‘ไม่ได้สุดโต่ง’ อย่างที่หลายคนคิด หากมองผ่านเลนส์ของตลาด ‘สินทรัพย์เก็บมูลค่า (store of value)’ ทั่วโลก
โฮแกนอธิบายว่า หากมูลค่าตลาดของสินทรัพย์เก็บมูลค่าทั่วโลก—ไม่ว่าจะเป็นทองคำ พันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ—ยังคงเติบโตต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้าในอัตราใกล้เคียงกับช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา และบิตคอยน์(BTC) เพียงแค่สามารถยึด ‘ส่วนแบ่งตลาดเล็กๆ แต่มีนัยสำคัญ’ จากกลุ่มสินทรัพย์ดังกล่าวได้ ก็มีโอกาสที่ราคาบิตคอยน์(BTC) จะขยับไปแตะโซน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญในระยะยาวโดย ‘ไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานสุดโต่ง’ แต่อย่างใด
เขามองว่า ‘ประเด็นหลัก’ ที่กระแสเงินจากอีทีเอฟกำลังบอกเราคือ ตลาดบิตคอยน์(BTC) กำลังเปลี่ยนผ่านจาก ‘พื้นที่เก็งกำไรระยะสั้น’ ไปสู่สถานะ ‘สินทรัพย์ที่ถูกบรรจุอย่างเป็นโครงสร้าง’ ในพอร์ตการลงทุนของสถาบัน ซึ่งเงินลงทุนประเภท ‘ทุนอดทน (patient capital)’ จากฝั่งสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทเร็วกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน
อย่างไรก็ดี โฮแกนและนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่า แม้ ‘มือแข็งแกร่ง’ ของสถาบันจะช่วยลดแรงขายตื่นตระหนกในช่วงวิกฤต แต่ตลาดบิตคอยน์(BTC) ยังคงพึ่งพาสภาวะเศรษฐกิจมหภาค ปัจจัยด้านดอกเบี้ย และสภาพคล่องโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่สถาบันพิสูจน์แล้วว่าสามารถถือบิตคอยน์(BTC) ได้ทนทานในตลาดหมี จึงไม่อาจแปลความโดยตรงว่า ‘เส้นทางราคาขาขึ้น’ จะดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือแน่นอน นักวิเคราะห์บางส่วนจึงยังคงย้ำมุมมองเชิง ‘ความคิดเห็น’ แบบระมัดระวัง ว่าตลาดอาจยังต้องเผชิญรอบการปรับฐานและความผันผวนอีกหลายครั้ง แม้โครงสร้างผู้ถือครองจะดูแข็งแรงขึ้นก็ตาม
ความคิดเห็น 0