Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ยุค DAT 2.0 มาแล้ว: แค่สะสมบิตคอยน์(BTC) ไม่พอ บริษัทต้องสร้างกระแสรายได้จากคริปโต

ยุคที่แค่ซื้อบิตคอยน์(BTC)แล้วถือเฉยๆ ก็ถูกมองว่าเป็น ‘กลยุทธ์การเงิน’ กำลังจบลงอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2026 ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่า บริษัทต้องแสดง ‘ความสามารถในการสร้างกระแสรายได้’ จากสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ใช่แค่สะสมไว้ในงบดุล

ณ เดือนตุลาคม 2025 มีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 200 แห่งถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล รวมมูลค่าราว 115,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 173.66 ล้านล้านวอน) ขณะที่ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน บริษัทกลุ่มนี้มีมูลค่าตลาดรวมราว 150,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน แต่ช่วงหลังกลับมีบางบริษัทที่ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินดิจิทัลที่ถืออยู่ สะท้อนมุมมองของตลาดว่า ‘การสะสมอย่างเดียวไม่พอแล้ว’

บริษัทจำนวนมากจึงหันมาเน้น ‘ประสิทธิภาพการใช้ทุน’ ผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน และตัวชี้วัดอย่าง ‘บิตคอยน์ต่อหุ้น (BTC per share)’ ควบคู่ไปกับการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดรายได้จริง กลยุทธ์แบบใหม่ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า ‘DAT 2.0’ คือการขยับจากการถือครองแบบนิ่งๆ ไปสู่การ ‘บริหารเชิงรุก’ เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม

‘ความคิดเห็น’ แนวคิดสำคัญคือ บริษัทที่ถือบิตคอยน์(BTC)จำนวนมากจะได้มูลค่าเพิ่ม ก็ต่อเมื่อสามารถแปลงสินทรัพย์เหล่านั้นให้กลายเป็นกระแสเงินสดและผลตอบแทนที่วัดได้ ไม่ใช่แค่หวังพึ่งราคาระยะยาว

‘โครงสร้างพื้นฐานและการสเตก’ กลายเป็นเครื่องมือหลัก โดยเฉพาะกลยุทธ์บนเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าร่วมรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายและรับรางวัลตอบแทน

บิตมाइन อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยี ใช้กลยุทธ์นี้อย่างเข้มข้น โดยในช่วงต้นปี 2026 มีการสเตกอีเธอเรียม(ETH) มากกว่า 3 ล้านเหรียญ มูลค่ากว่า 9,900 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 14.95 ล้านล้านวอน) สร้างรายได้จากสเตกราวปีละ 172 ล้านดอลลาร์ บริษัทบริหารเครือข่ายตัวตรวจสอบ (validator) ของตนเอง ทำให้ผลตอบแทนจากสเตกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

ชาร์ปลิงค์ เกมมิง เลือกทาง ‘รีสเตกกิง’ ด้วยการนำอีเธอเรียม(ETH) มูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์ ไปกระจายสู่โครงสร้างพื้นฐานรีสเตก ระบบนี้ใช้สินทรัพย์ที่สเตกไว้อยู่แล้วมาช่วยรักษาความปลอดภัยให้บริการอื่น เช่น ‘AI’ และ ‘การยืนยันตัวตน’ แลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น กลายเป็นอีกชั้นของรายได้ที่ซ้อนทับบนสินทรัพย์เดิม

‘ความคิดเห็น’ โมเดลสเตกและรีสเตก ถือเป็นการใช้โทเค็นอย่างสอดคล้องกับดีไซน์ของโปรโตคอล ช่วยลดแรงกดดันจากการขาย และเพิ่มภาพลักษณ์ว่าเป็น “ผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ใช่แค่นักเก็งกำไร

อีกหนึ่งเสาหลักของกลยุทธ์ DAT 2.0 คือ ‘การเทรดและอนุพันธ์’ เพื่อดึงมูลค่าจากความผันผวนของตลาด ไม่ใช่แค่ถือผ่านวัฏจักรราคา บริษัทเริ่มประยุกต์ใช้กลยุทธ์ออปชัน การเทรดส่วนต่างราคา (basis trade) และเก็บส่วนต่างค่าธรรมเนียมฟันดิง (funding fee) บนสัญญาฟิวเจอร์ส

บริษัทจดทะเบียนรายหนึ่งในญี่ปุ่นถือบิตคอยน์(BTC) มากกว่า 35,000 เหรียญ และใช้กลยุทธ์ออปชันสร้างรายได้ราว 55 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นมากกว่า 1,600% จากปีก่อน ทว่าในเชิงบัญชี กลับแสดงผลขาดทุนสุทธิจาก ‘ขาดทุนประเมินมูลค่า’ (unrealized loss) ทำให้นักลงทุนอ่านตัวเลขแล้วตีความยาก ระหว่างสถานะกระแสเงินสดจริงกับกำไร-ขาดทุนทางบัญชีที่ผันผวนตามราคาตลาด

ด้านกาแลกซี ดิจิทัล เลือกแนวทางแบบผสมผสาน โดยเชื่อม ‘การบริหารสินทรัพย์ การปล่อยกู้โดยใช้คริปโตเป็นหลักประกัน งานที่ปรึกษา และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน’ เข้าด้วยกัน ในไตรมาส 3 ปี 2025 บริษัททำกำไรรวมแบบปรับปรุงแล้ว (adjusted total income) ได้มากกว่า 730 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเริ่มเปลี่ยนศูนย์ขุดบิตคอยน์(BTC) เดิมไปเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ด้าน AI เพื่อลดการพึ่งรายได้จากการขุดเพียงทางเดียว

‘ความคิดเห็น’ ตลาดให้คะแนนเพิ่มกับบริษัทที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตต่อยอดไปสู่บริการใหม่ เช่น AI และโครงข่ายข้อมูล มากกว่าบริษัทที่แค่รอราคาเหรียญขึ้น

โมเดลสำคัญอีกแบบคือ ‘การปล่อยกู้และบริหารเครดิต’ โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน โครงสร้างทั่วไปคือ นำบิตคอยน์(BTC) ไปค้ำแล้วกู้สเตเบิลคอยน์ จากนั้นนำสเตเบิลคอยน์ไปลงทุนในตลาดสินเชื่อเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย

โมเดลนี้คล้ายธนาคารดั้งเดิมที่รับเงินฝากต้นทุนต่ำแล้วนำไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูง สิ่งสำคัญคือ ‘การจัดการสภาพคล่อง การประเมินเครดิต และการควบคุมเลเวอเรจ’ หากราคาบิตคอยน์(BTC) ปรับขึ้น บริษัทจะได้กำไรจากมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับรายได้ดอกเบี้ย กลายเป็นโครงสร้างผลตอบแทนแบบหลายชั้น

การเติบโตของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ช่วยหนุนโมเดลนี้อย่างมาก ภายในปี 2026 สเตเบิลคอยน์ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการชำระเงินระหว่างบริษัทและการชำระราคาแบบเรียลไทม์ คาดว่ามูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์จะขยายตัวจนแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเครดิตและการปล่อยกู้บนบล็อกเชน

ทิศทางใหญ่ของตลาดจึงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ‘ขนาดการถือบิตคอยน์’ ไม่ใช่ตัวเล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกต่อไป คำถามกลับกลายเป็นว่า บริษัท ‘สร้างผลตอบแทนจากบิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากแค่ไหน’ ต่างหากที่สำคัญ

แม้กลยุทธ์จะหลากหลาย ทั้งสเตก การเทรดอนุพันธ์ ไปจนถึงการปล่อยกู้และบริหารเครดิต แต่แกนกลางเดียวกันคือ การเลิกพึ่งพาการสะสมเฉยๆ แล้วหันมาสร้างโมเดลรายได้ที่ยั่งยืนและวัดผลได้ โมเดลลูกผสมที่ผสาน ‘สเตก + เทรด + เครดิต’ จึงเริ่มถูกมองเป็นแนวทางหลักสำหรับบริษัทที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมาก

ในท้ายที่สุด บริษัทที่จะอยู่เหนือกว่าคู่แข่ง จึงไม่ใช่ฝ่ายที่ถือบิตคอยน์(BTC) มากที่สุด แต่คือบริษัทที่ ‘บริหารและใช้บิตคอยน์ได้อย่างมีวินัย’ มากที่สุดต่างหาก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1