การแฮกคริปโตพุ่งช่วงตลาดร้อน นักวิเคราะห์เตือน “เงินเริ่มไหล แฮกเกอร์ก็เริ่มขยับ”
‘การแฮกคริปโต’ ไม่ได้วิ่งตามปฏิทิน แต่ขยับตามจังหวะที่ ‘เงินไหลเข้า’ ตลาด นี่คือคำเตือนจากนิค แฟร์โคโค หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของคราเคน(Kraken) ที่ชี้ว่าช่วงตลาดกระทิง การเปิดตัวบริการใหญ่ หรือเฟสเติบโตอย่างรวดเร็ว มักเป็นจุดที่การโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ภาพรวมความเสียหายของดีไฟ(DeFi) ไตรมาสนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ ‘คริปโตแฮก’ ยังไม่หายไปไหน
แฟร์โคโคระบุว่า ช่องโหว่สามารถถูกใช้ประโยชน์ได้ในทุกสภาวะตลาด จึงไม่ควรมอง ‘ความปลอดภัย’ เป็นงานตามฤดูกาล แต่เป็นภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องตลอดเวลา ตัวเลขความเสียหายของดีไฟที่ลดลงจึงไม่ได้แปลว่าผู้โจมตีหายไปจากตลาด เพียงแต่เป้าหมายและวิธีการโจมตีอาจเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ‘ความคิดเห็น’ ยิ่งเม็ดเงินในตลาดฟื้น ตัวเลขและความถี่ของการโจมตียิ่งมีโอกาสกลับมาพุ่งได้ทุกเมื่อ
ดีไฟเสียหายกว่า 168 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 แม้ตัวเลขลดลงแต่การโจมตีไม่เคยหยุด
ข้อมูลจากดีไฟลามา(DefiLlama) ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 แฮกเกอร์สามารถโจมตีโปรโตคอลดีไฟได้ 34 แห่ง สูญเสียสินทรัพย์รวมประมาณ 168 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีความเสียหายรวม 1.58 พันล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกมองว่ามี ‘ฐานเปรียบเทียบที่บิดเบือน’ เพราะปีที่แล้วส่วนใหญ่เกิดจากการแฮกครั้งใหญ่ของไบบิต(Bybit) มูลค่าราว 1.4 พันล้านดอลลาร์เกือบเพียงเคสเดียว
ถึงอย่างนั้น ความเสียหายในช่วงต้นปี 2026 ก็ยังถือว่า ‘ไม่น้อย’ โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่เกิดเคสใหญ่ต่อเนื่อง แพลตฟอร์มบริหารจัดการสินทรัพย์ สเต็ป ไฟแนนซ์(Step Finance) สูญเงินกว่า 40 ล้านดอลลาร์จากการรั่วไหลของ ‘คีย์ส่วนตัว’ (Private Key) ตามมาด้วยวันที่ 8 มกราคม โปรโตคอลแบบกระจายศูนย์ทรูบิต(Truebit) ถูกโจมตีด้วยการปรับแก้สมาร์ตคอนแทรกต์ ทำให้สินทรัพย์อีเธอเรียม(ETH) มูลค่าประมาณ 26.4 ล้านดอลลาร์ถูกขโมยไป
ช่วงปลายมีนาคม ผู้ออกสเตเบิลคอยน์อย่างเรสโวล์ฟ แลบส์(Resolv Labs) ก็เผชิญการแฮกจากการถูกเจาะ ‘คีย์ส่วนตัว’ ในลักษณะคล้ายกันอีกครั้ง สะท้อนว่าปัญหาใหญ่ของดีไฟยังคงกระจุกอยู่ที่สองจุดสำคัญคือ ‘การจัดการคีย์ส่วนตัว’ และ ‘ช่องโหว่ของโค้ด’ ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาคนละมิติ (ด้านแรกคือการปฏิบัติและการดูแลระบบ ด้านหลังคือการออกแบบและตรวจสอบโค้ด) แต่มีจุดร่วมตรงที่ ‘ยังไม่ถูกแก้ให้จบสิ้น’
แฟร์โคโคชี้ว่า ความจริงที่ช่องโหว่เหล่านี้ถูกใช้ซ้ำๆ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมดีไฟ ที่ยังขาดมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับเดียวกับสถาบันการเงินดั้งเดิม ‘ความคิดเห็น’ แพลตฟอร์มจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับการเติบโตและผลตอบแทนมากกว่าการทดสอบความปลอดภัยเชิงลึก ขณะที่ผู้ใช้เองก็ยังละเลยการปกป้องคีย์ส่วนตัวและอุปกรณ์ของตน
เครือข่ายแฮกเกอร์สายเกาหลีเหนือยังทำงานต่อเนื่อง
ในไตรมาสดังกล่าว โปรโตคอลดีไฟทั้งหมด 34 แห่งถูกโจมตีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ความเสียหายกระจายตลอดทั้งช่วงสามเดือน แต่กรณีที่รุนแรงที่สุดมักกระจุกตัวในเดือนมกราคม แฟร์โคโคระบุว่า กลุ่มผู้โจมตีที่อยู่เบื้องหลังครอบคลุมตั้งแต่แก๊งอาชญากรรมที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงแฮกเกอร์รายย่อยที่รอจังหวะเก็บตกช่องโหว่ที่เปิดทิ้งไว้ จุดร่วมของทั้งสองฝั่งคือการไล่ล่าจุดอ่อนใน ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ และ ‘ระบบของผู้ใช้งาน’ ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ตลอด
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ภาคคริปโตยังต้องจับตาคือกลุ่มแฮกเกอร์ที่ถูกเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายเหตุการณ์ ‘คริปโตแฮก’ ขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงานล่าสุดชี้ว่า การโจมตีแพลตฟอร์มดีไฟแบบกระจายศูนย์อย่างดริฟต์ โปรโตคอล(Drift Protocol) ที่สร้างความเสียหายราว 285 ล้านดอลลาร์ ก็อาจมีเครือข่ายเหล่านี้อยู่เบื้องหลังเช่นกัน
การมีอยู่ของกลุ่มระดับรัฐสนับสนุนเช่นนี้ ทำให้ภูมิทัศน์ภัยคุกคามของคริปโตต่างจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะเบื้องหลังไม่ได้มีแค่แรงจูงใจด้านกำไร แต่ยังอาจโยงกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์และการเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน
ความเสี่ยง ‘คริปโตแฮก’ ยังไม่ลด ท่ามกลางตลาดที่พร้อมกลับมาร้อนแรง
เมื่อมองภาพรวมตลอดไตรมาสแรกของปี ตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกขโมยอาจลดลง แต่ยากจะสรุปได้ว่า ‘ความเสี่ยงของคริปโตแฮก’ กำลังคลายตัวลงจริงๆ แนวโน้มกลับชี้ตรงกันข้ามว่า ผู้โจมตีกำลังพัฒนาวิธีการที่ซับซ้อนขึ้น และเลือกลงมือในจังหวะที่ตลาดคริปโตกลับมาร้อนแรงหรือมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามากเป็นพิเศษ
จุดอ่อนหลักยังคงวนอยู่ที่ ‘คีย์ส่วนตัว’ และ ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ ซึ่งเป็นสองหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานคริปโต การแฮกผ่านการขโมยคีย์ส่วนตัวมักเกิดจากการจัดเก็บที่ไม่ปลอดภัย การใช้ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่มีมัลแวร์ ฝั่งสมาร์ตคอนแทรกต์ก็ยังเผชิญโค้ดที่ไม่ได้ผ่านการออดิทอย่างเข้มงวด หรือฟังก์ชันที่เปิดช่องให้โจมตีแบบเจาะจงเงื่อนไข
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนและผู้พัฒนาโปรเจ็กต์ ข้อสรุปสำคัญจากตัวเลขไตรมาส 1 คือ ‘ความปลอดภัยด้านคริปโต’ ไม่ใช่โครงการที่ทำปีละครั้งแล้วจบ แต่เป็นงานที่ต้องเดินคู่ไปกับทุกจังหวะของตลาด ยิ่งช่วงตลาดบูมที่ผู้เล่นใหม่หลั่งไหลเข้ามา ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น หากอุตสาหกรรมยังไม่ยกระดับมาตรฐานการป้องกันและการจัดการความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง เหตุการณ์ ‘คริปโตแฮก’ ครั้งใหญ่รอบใหม่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเมื่อ ‘ตลาดเริ่มขยับ’ อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0