โทเค็นหลัก ‘ทาโอ(TAO)’ ของโปรเจกต์เอไอแบบกระจายศูนย์ บิเทนเซอร์(Bittensor) ดิ่งแรงในระยะสั้น หลังเผชิญ ‘ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล’ จากความขัดแย้งภายในชุมชน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อความ ‘กระจายศูนย์’ สั่นคลอน และทำให้นักลงทุนเริ่มถอยห่างออกจากโปรโตคอลนี้อย่างเห็นได้ชัด
เมื่อวันพฤหัสบดี (เวลาท้องถิ่น) โคเวแนนท์ เอไอ(Covenant AI) ประกาศถอนตัวออกจากระบบนิเวศของบิเทนเซอร์อย่างเป็นทางการ ทีมนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังโมเดล ‘Covenant-72B’ ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดด้านการเทรนโมเดล LLM แบบกระจายศูนย์ ผู้ก่อตั้ง แซม เดอร์(Sam Dare) กล่าวหาว่า เจคอบ สตีฟส์(Jacob Steeves) ผู้ร่วมก่อตั้ง มีความพยายามจะ ‘ควบคุมแบบรวมศูนย์’ ซับเน็ตที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นในเครือข่าย พร้อมระบุว่า “สัญญาที่ใช้ขับเคลื่อนระบบนิเวศเป็นเพียงคำโกหก” ขณะที่ฝั่งสตีฟส์ยังไม่ออกแถลงการณ์หรือชี้แจงต่อสาธารณชนในตอนนี้
หลังคำกล่าวหาดังกล่าว ราคา ‘ทาโอ(TAO)’ ร่วงลงราว 17% ภายในไม่ถึง 6 ชั่วโมง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทาโอพุ่งขึ้นต่อเนื่อง 140% ในช่วงราว 6 สัปดาห์ ล่าสุดนับจากวันที่ 8 มีนาคมเพียงอย่างเดียว ราคาปรับขึ้นไปแล้วถึง 105% แรงส่งรอบนี้ถูกโยงกับความสำเร็จของโมเดล Covenant-72B และความคาดหวังต่อการที่เกรย์สเกล (Grayscale) จะเปิดตัวทรัสต์ที่อ้างอิงสินทรัพย์ ‘ทาโอ’
‘ทาโอ(TAO)’ ของบิเทนเซอร์(Bittensor) ทะลุจุดเสี่ยง หลังหลุด 300 ดอลลาร์
ตอนนี้ทาโอซื้อขายอยู่แถว ๆ 280 ดอลลาร์ (ราว 415,000 บาท) ซึ่งถือว่าเลื่อนตัวลงเข้าสู่ ‘โซนเสี่ยงทางเทคนิค’ อย่างสมบูรณ์ เพราะระดับ 300 ดอลลาร์ที่เคยเป็นแนวรับระยะสั้นได้แตกลงแล้ว ทำให้แรงขายเริ่มก่อตัวเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ข้อมูลออนเชนยืนยันความรุนแรงของการย่อตัว โดยอัตราการร่วงลงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อยู่ในกลุ่มที่หนักที่สุดเมื่อเทียบกับโทเค็นเอไรรายใหญ่อื่น ๆ ขณะเดียวกัน สัญญาณเทคนิคอย่าง MACD ก็เพิ่งเกิด ‘สัญญาณตัดลง’ หลังราคาถูกขายทิ้งจากแนวต้าน 360 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 9 เมษายน แสดงให้เห็นว่าแรงขายถูกสะสมมาล่วงหน้าก่อนข่าวลบครั้งนี้แล้ว
ด้านกระแสบนโซเชียลมีเดียก็ส่งสัญญาณผสมกัน ช่วงต้นเดือนเมษายน ปริมาณการพูดถึง ‘ทาโอ’ พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบปี แต่สัดส่วนคอนเทนต์เชิงบวกต่อเชิงลบกลับอยู่เพียงราว 1.5 ต่อ 1 เท่านั้น แปลว่า ‘ราคา’ ขึ้นแรง แต่ ‘ความเชื่อมั่น’ ของนักลงทุนไม่ได้ตามขึ้นมาในระดับเดียวกัน
ในเชิงจุดเปลี่ยนทางเทคนิค ตลาดจับตาการรีบาวด์กลับเหนือ 300 ดอลลาร์ภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้าว่าเป็นเส้นแบ่งสำคัญ หากสตีฟส์หรือทีมบิเทนเซอร์ออกมาเคลื่อนไหว ‘ฟื้นฟูความเชื่อมั่น’ ได้อย่างชัดเจน โอกาสรีบาวด์ไปโซน 320–330 ดอลลาร์ยังพอมีให้ลุ้น แต่ถ้ายังเงียบ และเกิดกรณีทีม/โปรเจกต์อื่นทยอยถอนตัวเพิ่ม แรงขายอาจกดราคาไหลลงไปต่ำกว่า 250 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก
‘ความคิดเห็น’
กราฟราคาในตอนนี้ผูกติดกับ ‘ความน่าเชื่อถือของทีม’ โดยตรง การสื่อสารของผู้ร่วมก่อตั้งและข้อเสนอปรับปรุงธรรมาภิบาลจะเป็นตัวชี้ชะตาระยะสั้นมากกว่าปัจจัยเทคนิคทั่วไป
ความเสี่ยงธรรมาภิบาลเด่นชัด เงินไหลออกหานาราทีฟใหม่
เหตุการณ์ล่าสุดทำให้นักลงทุนต้อง ‘ประเมินใหม่’ ต่อสิ่งที่เคยให้พรีเมียมกับบิเทนเซอร์ นั่นคือความเป็น ‘ดีเซนทรัลไลซ์’ หรือความกระจายศูนย์ที่เชื่อว่าปราศจากการควบคุมจากคนกลุ่มเล็ก เมื่อผู้เล่นตัวหลักออกมาโต้แย้ง ‘คุณค่าหลักของเครือข่าย’ แบบตรงไปตรงมา นักลงทุนสายยาวจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้กลยุทธ์ ‘ป้องกันความเสี่ยงก่อน ตรวจสอบทีหลัง’ รีบลดความเสี่ยงก่อนความไม่แน่นอนจะลุกลาม
ในเวลาเดียวกัน กระแสเงินส่วนหนึ่งเริ่มมองหา ‘เรื่องเล่าใหม่’ โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ยังไม่มีดราม่าด้านการกำกับดูแล เครือข่ายเลเยอร์ 2 บนบิตคอยน์อย่าง ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper, HYPER)’ ถูกจับตาในฐานะโปรเจกต์ที่นำเสนอโมเดลผสมผสาน บิตคอยน์(BTC) ในฐานะเลเยอร์ความปลอดภัยและสภาพคล่อง มารวมกับความสามารถรันสมาร์ตคอนแทรกต์ผ่านโครงสร้างโซลานา เวอร์ชวลแมชชีน (Solana Virtual Machine: SVM)
โปรเจกต์ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper, HYPER)’ อยู่ในช่วงพรีเซล สามารถ筹เงินได้แล้วราว 32 ล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดให้ผู้เข้าร่วมระยะแรกนำโทเค็นไปสเตกเพื่อรับผลตอบแทนตั้งแต่ก่อนเทรดบนตลาดรอง หนึ่งในคุณสมบัติที่ทีมพยายามชูคือโครงสร้างบริดจ์ของตัวเอง ซึ่งออกแบบมาให้การส่งบิตคอยน์เกิดขึ้นในลักษณะ ‘เนทีฟ’ มากกว่าการใช้โทเค็นตัวแทนแบบดั้งเดิม
ท้ายที่สุด แรงร่วงรอบนี้ของ ‘ทาโอ(TAO)’ จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘การย่อราคา’ ตามวัฏจักร แต่สะท้อน ‘รอยร้าวในโครงสร้างความไว้วางใจ’ ของทั้งโปรเจกต์และชุมชน นักลงทุนจะจับตาว่า บิเทนเซอร์จะจัดการปัญหาธรรมาภิบาลและความขัดแย้งภายในได้เร็วและโปร่งใสเพียงใด ซึ่งประเด็นนี้จะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของราคา ‘ทาโอ(TAO)’ ในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0