ดัชนี CPI สหรัฐพุ่งกว่าคาด กดดันบิตคอยน์(BTC) แกว่งตัวแรง ยืนยันแนวต้านสำคัญ 8.2 หมื่นดอลลาร์
ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI) เดือนพฤศจิกายนออกมาสูงกว่าที่ตลาดประเมิน ทำให้บิตคอยน์(BTC) กลับมายืนอยู่ที่ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ อีกครั้ง ความหวังเรื่องเงินเฟ้อชะลอตัวถูกเทน้ำเย็น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น สร้างแรงกดดันต่อ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั่วทั้งกระดาน โดยเฉพาะตลาดคริปโต
ตามรายงานของ ‘โคอินเทเลกราฟ(Cointelegraph)’ เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ดัชนี CPI เดือนพฤศจิกายนของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.7% และยังสูงกว่าตัวเลขก่อนหน้าที่ 3.3% ขณะที่ ‘เงินเฟ้อพื้นฐาน’ หรือ Core CPI อยู่ที่ 2.8% สูงกว่าคาดเช่นกัน ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนขยับขึ้น 0.4% สะท้อนว่า ‘แรงกดดันด้านราคา’ ยังไม่ถูกสกัดลงอย่างชัดเจน
ตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาด ทำให้ราคาบิตคอยน์(BTC) ซึ่งก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวในกรอบใต้แนวต้าน 8.2 หมื่นดอลลาร์ ถึง 8.4 หมื่นดอลลาร์ กลับมาถูกแรงขายกดดันอีกระลอก ก่อนหน้า *ตลาดหวังว่า* หากตัวเลข CPI ออกมา “นุ่มนวล” กว่านี้ ราคาบิตคอยน์(BTC) อาจมีลุ้นเปิดทางขึ้นสู่โซน 8.6 หมื่นดอลลาร์ถึง 9 หมื่นดอลลาร์ แต่ข้อมูลล่าสุดกลับทำให้ ‘โอกาสลงไปทดสอบแนวรับ 7.6527 หมื่นดอลลาร์’ เพิ่มสูงขึ้นแทน
ในเชิงเทคนิค ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 21 สัปดาห์ (21-Week EMA)’ ถูกมองเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของแนวโน้มรอบนี้ บิตคอยน์(BTC) เพิ่งทะลุขึ้นไปยืนเหนือเส้นดังกล่าวได้ไม่นาน แต่แรงกระแทกจากตัวเลข CPI ทำให้ราคาต้องกลับมาป้องกันระดับนี้อีกครั้ง หากราคาหลุดต่ำกว่า 7.6527 หมื่นดอลลาร์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจเห็นการปรับฐานลึกลงสู่ ‘โซนฟีโบนัชชี’ ระหว่าง 6.87 หมื่นดอลลาร์ถึง 7.57 หมื่นดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากฝั่งขาขึ้นจะกลับมา ‘คุมเกม’ ได้อีกครั้ง ราคาบิตคอยน์(BTC) จำเป็นต้องทะลุจุดสูงสุดล่าสุดบริเวณ 8.29 หมื่นดอลลาร์ พร้อมเบรคขึ้นเหนือแนวต้านด้านบนของกรอบแนวโน้ม (Trend Channel) ให้ได้ หากเกิดกรณีนี้ แนวโน้มเชิงบวกระยะสั้นอาจได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ ‘ทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐ’ และ ‘เส้นทางนโยบายการเงินแบบตึงตัวของเฟด’ ยังเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางของบิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม “ความคิดเห็น” สำหรับนักลงทุนคริปโต ระดับราคาเทคนิคอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องจับตาข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและสัญญาณจากธนาคารกลางควบคู่กันไปอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0