ศึกกำกับดูแล ‘DeFi’ ในสหรัฐกำลังร้อนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครต 5 คนยื่นแก้ไขร่างกฎหมาย CLARITY Act มากกว่า 100 รายการ ก่อนการพิจารณาอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 โดยข้อมูลจากรายงานวิจัยของ MEXC Ventures ชี้ว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับถ้อยคำทางกฎหมาย แต่สะท้อนการปะทะกันโดยตรงเรื่องทิศทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและอนาคตของ ‘DeFi’ ในสหรัฐ
CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายทำให้สถานะทางกฎหมายของสินทรัพย์ดิจิทัลและอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น หนึ่งในสาระสำคัญคือการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายบางส่วนแก่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการ ‘DeFi’ ที่ไม่ได้ถือครองหรือควบคุมเงินของผู้ใช้งานโดยตรง นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังถูกมองว่าเป็นฐานสำคัญสำหรับการผลักดันการโทเคนไนซ์สินทรัพย์บนบล็อกเชน และการกำหนดกรอบกำกับดูแลสำหรับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายงานของ MEXC Ventures ระบุว่า การยื่นแก้ไขพร้อมกันเกิน 100 รายการต่อร่างกฎหมายฉบับเดียวถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากมาก และอาจสะท้อนความพยายามลดทอนเจตนารมณ์หลักของกฎหมาย มากกว่าการปรับปรุงในเชิงเทคนิคตามปกติ
กลุ่มผู้ผลักดันการแก้ไขประกอบด้วย เอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren), แคเธอรีน คอร์เตซ มาสโต(Catherine Cortez Masto), แอนดี คิม(Andy Kim), แจ็ก รีด(Jack Reed) และ คริส แวน โฮลเลน(Chris Van Hollen) โดยเฉพาะวอร์เรนที่ยื่นเพียงคนเดียวถึง 40 รายการ ประเด็นหลักของข้อเสนอเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน คือ การตัดบทคุ้มครองนักพัฒนา การขยายกฎต่อต้านการฟอกเงิน การลบเนื้อหาเกี่ยวกับการโทเคนไนซ์ และการจำกัดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของธนาคารกลาง
ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือความพยายามลบมาตรการคุ้มครองนักพัฒนา ปัจจุบัน CLARITY Act ออกแบบมาเพื่อไม่ให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดำเนินการแพลตฟอร์มที่ไม่ได้ควบคุมเงินผู้ใช้งานโดยตรง ต้องเผชิญความรับผิดทางอาญาเกินสมควร แต่ข้อเสนอของแวน โฮลเลนอาจเปิดช่องให้ดำเนินคดีกับนักพัฒนาที่เขียนหรือเผยแพร่โค้ดซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในอาชญากรรมได้ แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาได้ชัดเจนก็ตาม
ในทางกฎหมาย เรื่องนี้อาจกระทบหลักความรับผิดตามเจตนาโดยตรง ขณะที่ฝั่งอุตสาหกรรมมองว่าเป็นสัญญาณเสี่ยงต่อการพัฒนาโอเพนซอร์สและนวัตกรรม ‘DeFi’ เพราะหากผู้สร้างโค้ดต้องรับความเสี่ยงทางอาญามากขึ้น ก็อาจทำให้การพัฒนาในสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
อีกจุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนสูงคือการขยายขอบเขตกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน ข้อเสนอจากฝั่งวอร์เรนต้องการให้บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ถูกจัดอยู่ในหมวด ‘สถาบันการเงิน’ ภายใต้กฎหมาย AML หากเกิดขึ้นจริง ผู้เล่นในตลาดจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่าง KYC, การรายงานธุรกรรมต้องสงสัย และการเก็บบันทึกข้อมูลในระดับเดียวกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
ปัญหาคือโครงการ ‘DeFi’ จำนวนมากถูกออกแบบบนโครงสร้างกระจายศูนย์ จึงไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ง่ายในเชิงเทคนิค ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การเข้าสู่ระบบกำกับดูแลอย่างราบรื่น แต่เป็นแรงกดดันให้โครงการจำนวนหนึ่งต้องถอนตัวจากตลาดสหรัฐแทน
ส่วนการลบข้อกำหนดเกี่ยวกับการโทเคนไนซ์ก็ถูกจับตาไม่แพ้กัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินทั่วโลกเร่งพัฒนาการโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ทางเลือก หากสหรัฐถอดฐานทางกฎหมายในส่วนนี้ออกไป อาจทำให้บริษัทและโครงการที่ต้องการความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ย้ายไปยังเขตอำนาจศาลที่เป็นมิตรกว่า เช่น สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยุโรป
นั่นหมายความว่าความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดคริปโต แต่ยังอาจกระทบความสามารถของสหรัฐในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนยุคใหม่บนบล็อกเชนด้วย
ข้อเสนออีกส่วนจากวอร์เรนยังมุ่งจำกัดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของธนาคารกลางสหรัฐสำหรับธุรกิจคริปโต โดยจะทำให้บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารกลางหรือระบบชำระเงินหลักได้โดยตรง และต้องพึ่งพาธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมมากขึ้น แม้มาตรการนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน แต่ฝั่งอุตสาหกรรมมองว่าเป็นการเสริมอำนาจคนกลางทางการเงินเดิม และทำให้ ‘DeFi’ มีโอกาสน้อยลงในการสร้างระบบการเงินทางเลือกของตนเอง
กระแสตอบรับจากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นทันที โดย DeFi Education Fund ออกแถลงการณ์เร่งด่วนก่อนการพิจารณา เตือนว่าชุดข้อเสนอแก้ไขดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อนักพัฒนา ผู้ใช้งาน และเทคโนโลยี ‘DeFi’ เอง พร้อมเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนติดต่อสำนักงานวุฒิสมาชิกเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน
ในมุมของผู้เล่นตลาด หลายฝ่ายเชื่อว่าการผลักดันครั้งนี้ใช้ประเด็นการต่อต้านการฟอกเงินเป็นเหตุผลหลัก เพื่อดึง ‘DeFi’ เข้าสู่กรอบกำกับดูแลแบบเดียวกับระบบการเงินดั้งเดิม ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการแก้ไขมองว่าจำเป็นต่อการปิดช่องโหว่และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
วอร์เรนระบุว่า จุดประสงค์ของการแก้ไขคือการลดความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจแฝงอยู่ใน CLARITY Act แต่ฝั่งรีพับลิกันและผู้ประกอบการบางส่วนมองว่า นี่คือความพยายามใช้กฎระเบียบเข้มงวดเพื่อสกัดนวัตกรรมในจังหวะที่การเมืองสหรัฐกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญก่อนการเลือกตั้ง
ประเด็นที่ต้องจับตาจากการพิจารณาครั้งนี้มีอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือบทคุ้มครองนักพัฒนาจะยังคงอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งนี้อาจกำหนดความอยู่รอดของระบบนิเวศ ‘DeFi’ ในสหรัฐโดยตรง เรื่องที่สองคือกฎ AML จะถูกขยายวงกว้างเพียงใด ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและกำแพงเข้าสู่ตลาดสำหรับสตาร์ทอัพและนักพัฒนาโอเพนซอร์สอย่างมาก และเรื่องที่สามคือข้อกำหนดด้านการโทเคนไนซ์จะถูกเก็บไว้หรือถูกถอดออก เพราะประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐในตลาดทุนบนเชนระยะยาว
‘ความคิดเห็น’ การต่อสู้รอบนี้จึงไม่ใช่แค่การถกเถียงเรื่องร่างกฎหมายหนึ่งฉบับ แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่าสหรัฐจะเลือกเส้นทางใดระหว่างการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรม ‘DeFi’ เติบโตภายใต้กติกาที่ชัดเจน หรือจะใช้กรอบกำกับแบบเข้มงวดจนผลักผู้พัฒนาและเงินทุนออกไปยังประเทศอื่น ในจุดนี้ CLARITY Act อาจกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลและ ‘DeFi’ ในสหรัฐอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0