Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

Aave เปิดศึกกฎหมายในสหรัฐฯ ชิงสิทธิ 30,766 อีเธอเรียม(ETH) จากคำสั่งอายัดคดีแฮ็ก Kelp DAO

เอกฟังข่าว… Aave เดินหน้าเปิดศึกกฎหมายในนิวยอร์ก หวังปลดล็อก ‘30,766 อีเธอเรียม(ETH)’ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุแฮ็ก เคลป์ DAO(Kelp DAO) หลังทนายความฝั่งหนึ่งยื่นคำร้องอายัดทรัพย์ พร้อมกดดันให้วาง ‘เงินประกัน 3억달러’ แทนที่จะเป็น 3,000만달러 กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่อาจชี้ชะตาว่าท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้จะกลับไปหาผู้เสียหาย หรือจะยังคงถูกตรึงเอาไว้ต่อไป

เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph ระบุว่า Aave ได้ยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก ขอให้ยกเลิก ‘restraining notice’ ที่ทำให้อาร์บิทรัม DAO ไม่สามารถเคลื่อนย้ายอีเธอเรียม(ETH) ที่ถูกแช่แข็งอยู่ได้ โดย Aave ต้องการให้ศาลยุติคำสั่งดังกล่าวทันที และหากศาลยังไม่ตัดสินในตอนนี้ Aave เห็นว่า สำนักงานกฎหมาย ‘저스틴 하로 LLP’ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการแช่แข็งสินทรัพย์ ต้องวาง ‘เงินประกัน 3억달러’ เพื่อค้ำประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แทนวงเงิน 3,000만달러ที่เคยถูกพูดถึงก่อนหน้า ขณะนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดวันไต่สวน และผู้พิพากษายังไม่มีคำวินิจฉัยใด ๆ

คำสั่งแช่แข็งดังกล่าวถูกส่งมาจากสำนักงานกฎหมาย 저스틴 하로 LLP เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงคำพิพากษา ‘default judgment’ ที่เคยชนะคดีเหนือ ‘เกาหลีเหนือ’ ในวงเงินกว่า 8억7,700만달러 และอ้างว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี เคลป์ DAO เป็นเครือข่ายแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ดังนั้นอีเธอเรียม(ETH) ที่ถูกล็อกอยู่จึงควรถูกใช้ชำระหนี้ให้ลูกความของตน มากกว่าจะถูกส่งคืนให้ผู้ใช้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแฮ็กครั้งนี้

Aave ตอบโต้แบบตรงไปตรงมา โดยชี้ว่า ‘ขโมยของไม่ได้แปลว่าได้สิทธิความเป็นเจ้าของ’ หรือพูดง่าย ๆ คือ แม้สินทรัพย์จะถูกกลุ่มแฮ็กเกอร์ย้ายออกไป ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิในทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนมือไปเป็นของแฮ็กเกอร์และคู่ความที่อ้างสิทธิต่อจากแฮ็กเกอร์ Aave ยังตั้งคำถามต่อสมมติฐานเรื่อง ‘แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ’ ที่สำนักงานกฎหมายอ้างว่า แทบไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอัน รองรับได้เพียงระดับ ‘โพสต์ในอินเทอร์เน็ต’ มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ‘ความคิดเห็น’ ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่การแย่งชิงทรัพย์สิน แต่คือการงัดกันว่า ใครกันแน่ที่มี ‘สิทธิแท้จริง’ เหนือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกขโมยไป

เหตุแฮ็ก เคลป์ DAO เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2026 มูลค่าความเสียหายถูกประเมินราว 2억9,200만달러 หลังเหตุโจมตี อาร์บิทรัม DAO ได้พยายามออกแบบแนวทางเยียวยา โดยเสนอใช้ ‘อีเธอเรียม(ETH) ที่ถูกแช่แข็ง’ ส่งต่อให้ DeFi United เพื่อใช้ชดเชยผู้ถือ rsETH และฟื้นฟูสถานะหลักประกันของโปรโตคอล โดยข้อเสนอนี้ถูกนำเข้าสู่การโหวตของ DAO และมีกำหนดปิดโหวตในวันที่ 7 พฤษภาคม

แต่ปัญหาคือ ‘คำสั่งแช่แข็ง’ จาก 저스틴 하로 LLP ถูกยื่นเข้ามาก่อนหมดเขตโหวตเพียงไม่นาน ส่งผลให้อาร์บิทรัม DAO ไม่สามารถเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ได้ แม้ชุมชนจะยังเดินหน้าลงคะแนน แต่การย้ายอีเธอเรียม(ETH) ออกจากที่อยู่ที่ถูกระบุในคำสั่งก็อาจถูกตีความเป็น ‘ละเมิดคำสั่งศาล’ หรือ contempt of court ได้ ช่วยให้บรรยากาศของ DAO ที่ปกติเน้นการกำกับดูแลผ่านความเห็นของชุมชน กลับต้องหยุดชะงักเพราะแรงกดดันทางกฎหมาย Aave มองว่าความล่าช้านี้ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคเชิงเทคนิค แต่กำลังสร้างความเสียหายต่อมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง และบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดต่อระบบนิเวศ DeFi ทั้งวงกว้าง

ในเอกสารยื่นต่อศาล Aave เตือนว่า หากการอายัดยังคงอยู่ยาว ความเสี่ยงอาจลุกลามจาก เคลป์ DAO ไปสู่ DeFi โปรโตคอลอื่น ๆ เพราะอีเธอเรียม(ETH) ที่ถูกล็อกอยู่นั้นถูกใช้เป็น ‘หลักประกัน’ บนหลายแพลตฟอร์ม ผู้ใช้บางส่วนอาจไม่สามารถเรียกคืนสินทรัพย์ที่วางค้ำได้ จนอาจทำให้ไม่สามารถชำระหนี้บนโปรโตคอลอื่น ๆ ตามกำหนด ‘ความคิดเห็น’ เคสนี้จึงกลายเป็นจุดทดสอบสำคัญของ DeFi ว่า ระบบสามารถจัดการกับทรัพย์สินที่ถูกแฮ็กได้อย่างไร เมื่อมีทั้งผู้เสียหายในระบบและเจ้าหนี้ภายนอกที่พยายามยื่นมือเข้ามาอ้างสิทธิ

การที่ 저스틴 하로 LLP ใช้ ‘ข้อกล่าวหาเชื่อมโยงเกาหลีเหนือ’ เป็นฐานในการแช่แข็งสินทรัพย์ ไม่ใช่ครั้งแรก สำนักงานกฎหมายแห่งนี้เคยดำเนินกลยุทธ์ลักษณะเดียวกันมาแล้วกับเหตุแฮ็ก Heco Bridge ในปี 2023 และเหตุแฮ็ก Bybit ในปี 2025 โดยอาศัยประเด็นว่า หากสามารถผูกโยงแฮ็กเกอร์กับเกาหลีเหนือได้ สินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งควรถูกส่งให้ลูกความของตนที่มีคำพิพากษาเหนือเกาหลีเหนือ มากกว่าที่จะถูกใช้เยียวยาผู้ใช้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแฮ็กโดยตรง

‘ความคิดเห็น’ แนวทางเช่นนี้กำลังสร้าง ‘แนวปะทะใหม่’ ระหว่างโลกการเงินแบบกระจายศูนย์กับระบบกฎหมายดั้งเดิม เมื่อ ‘ผู้ใช้ที่ถูกแฮ็ก’ ต้องมาแข่งขันกับ ‘เจ้าหนี้ต่างชาติที่ถือคำพิพากษา’ เพื่อแย่งสิทธิในสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกยึดหรือแช่แข็งเอาไว้ ผลลัพธ์ของคดีนี้จึงอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ว่าศาลสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ใช้ DeFi หรือสิทธิของเจ้าหนี้ภายนอกมากกว่ากัน

ท้ายที่สุด ชะตากรรมของ ‘30,766 อีเธอเรียม(ETH)’ ที่เป็นหัวใจของคดีนี้ จะถูกตัดสินโดยศาลนิวยอร์ก ว่าจะถูกปล่อยให้ไหลกลับสู่มือผู้เสียหายจาก เคลป์ DAO หรือจะถูกตรึงเอาไว้ภายใต้กรอบคำพิพากษาที่เกี่ยวพันกับเกาหลีเหนือ คำตัดสินนี้ไม่ได้สะเทือนเฉพาะผู้เล่นใน Aave หรือ อาร์บิทรัม DAO แต่ยังอาจส่งแรงสะเทือนไปทั่วตลาด ‘อีเธอเรียม(ETH)’ และระบบนิเวศ DeFi โดยรวมในระยะยาว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1