คอยน์เบส(COIN) ถูกผู้ใช้รายหนึ่งยื่นฟ้องในศาล หลังจาก *ระงับเหรียญที่ถูกขโมยไปได้* แต่กลับ *ไม่ยอมโอนคืนให้เจ้าของ* แม้เจ้าของจะยื่นเอกสารพิสูจน์ความเป็น ‘เจ้าของที่ชอบด้วยกฎหมาย’ แล้วก็ตาม เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) โปร토ส(Protos) รายงานว่า ชายชาวเปอร์โตริโกนามแฝง D.B. ได้ยื่นฟ้องคอยน์เบสต่อศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกรณีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ตั้งคำถามต่อ ‘ความรับผิดชอบของตลาดซื้อขายคริปโต’ ต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการแฮ็ก
ตามเอกสารฟ้องร้อง D.B. ตกเป็นเหยื่อเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมปีที่แล้ว หลังคลิกลิงก์ฟิชชิงที่แอบอ้างเป็นหน้าเว็บของเครื่องมือจัดการดีไฟบนอีเธอเรียม(ETH) อย่าง ‘ดีไฟเซ이버(DefiSaver)’ ลิงก์ดังกล่าวออกแบบมาให้ผู้ใช้ *อนุมัติสิทธิ์ของสมาร์ตคอนแทร็กต์* โดยไม่รู้ตัว เปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมกระเป๋าเงิน จากนั้นคนร้ายได้ดูดสเตเบิลคอยน์ DAI ออกจากกระเป๋า แล้วนำไปฟอกผ่านบริการมิกซิงอย่าง ทอร์นาโดแคช(Tornado Cash) ก่อนจะส่งต่อเข้าสู่กระดานเทรดคอยน์เบส
ฝั่งโจทก์ระบุว่า บริษัทติดตามทรัพย์สินดิจิทัล Zero Shadow และ Five Stones ได้ช่วยกันไล่เส้นทางเงิน และยื่นคำขอให้คอยน์เบสระงับสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการแฮ็ก คอยน์เบสตอบรับคำขอและทำการ *อายัดเหรียญในบัญชีรีเทล* ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อ D.B. ส่งแบบฟอร์มในลักษณะหนังสือรับรอง (affidavit) เพื่อยืนยันสิทธิความเป็นเจ้าของ คอยน์เบสกลับปฏิเสธที่จะโอนเหรียญคืน โดยให้เหตุผลเพียงว่าต้องรอ ‘คำสั่งศาล’ เอกสารฟ้องร้องระบุว่า การอายัดสินทรัพย์ของคอยน์เบสถือเป็นการดำเนินการที่ ‘สมเหตุสมผล’ แต่การไม่คืนเหรียญให้เจ้าของที่พิสูจน์ตัวเองได้แล้วนั้นเป็นการกระทำที่ ‘ไม่สมเหตุสมผล’
เหตุการณ์ในคำฟ้องนี้มีรายละเอียดสอดคล้องกับกรณี *DAI มูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์* ที่ถูกดูดออกจากระบบเมื่อวันที่ 20–21 สิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเหตุแฮ็กใหญ่ที่ถูกพูดถึงในวงการดีไฟในขณะนั้น รายงานด้านความปลอดภัยระบุว่า การโจมตีเกี่ยวข้องกับมัลแวร์ ‘อินเฟอร์โน เดรนเนอร์(Inferno Drainer)’ ที่ใช้กลยุทธ์ *หลอกให้ผู้ใช้เซ็นธุรกรรม* เพื่อเปลี่ยนสิทธิ์ของสมาร์ตคอนแทร็กต์ก่อนจะทำการดูด DAI บางนักวิเคราะห์ชี้ว่า เหยื่ออาจมีความบกพร่องด้านความระมัดระวังในขั้นตอนการลงนามธุรกรรม และพยายามจะย้อนธุรกรรมหลังรู้ตัวว่าเป็นการโอนที่ผิดปกติ แต่ก็สายเกินไป
ด้านกฎหมาย คดีนี้ฟ้องคอยน์เบสในประเด็นหลัก 5 เรื่อง รวมถึงข้อหาฐาน *ได้ประโยชน์โดยไม่ชอบ (unjust enrichment)* และมีคำขอให้ศาลสั่งให้คอยน์เบสส่งมอบ *ผลประโยชน์ทั้งหมด* ที่แพลตฟอร์มอาจได้รับจากการถือครองสินทรัพย์ของโจทก์ในช่วงที่ถูกอายัด นอกจากนี้ ฝ่ายโจทก์ยังขอให้ศาล *ยืนยันสิทธิความเป็นเจ้าของ* เหรียญดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ออกคำสั่งให้คอยน์เบสคืนทรัพย์สิน และกำหนด ‘โครงสร้างทรัสต์โดยพฤตินัย’ (constructive trust) เพื่อคุ้มครองเหรียญที่ถูกแฮ็กจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
สำหรับตัวแฮกเกอร์นั้น เอกสารใช้ชื่อ ‘จอห์น โด’ (John Doe) ในฐานะจำเลยไม่ทราบชื่อ พร้อมตั้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ *ฉ้อโกง ลักทรัพย์ และอาชญากรรมองค์กร* รวม 7 ประเด็น ขณะเดียวกัน โจทก์ชี้เป้าไปยังชายชาวยูเครนชื่อ โอเล็กซี โอเล็กซานโดรวิช โกเรลีอ์คิน ว่าเป็นบุคคลสำคัญในการฟอกเงินจากเหตุโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ฝั่งคอยน์เบสยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
‘ความคิดเห็น’
กรณีพิพาทระหว่าง D.B. กับคอยน์เบสสะท้อนปัญหาใหญ่ที่ตลาดคริปโตหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป คือคำถามที่ว่า *เมื่อตลาดซื้อขายสามารถตรวจพบและอายัด ‘สินทรัพย์ที่ถูกขโมย’ ได้แล้ว จะต้องคืนให้เจ้าของเมื่อไร และด้วยกระบวนการอย่างไร* ทุกวันนี้ แพลตฟอร์มส่วนใหญ่เลือกแช่แข็งเหรียญไว้ก่อนเพื่อกันความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ขั้นตอนในการพิสูจน์สิทธิของเจ้าของ และขอบเขตอำนาจที่ตลาดซื้อขายจะคืนเหรียญให้ผู้เสียหายโดยไม่รอคำสั่งศาลนั้นยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ท่ามกลางการแฮ็กที่มีมูลค่ามหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ ประเด็น ‘หลังการอายัด’ โดยเฉพาะขั้นตอนตรวจสอบและรับรองความเป็นเจ้าของ จึงเริ่มกลายเป็นประเด็นร้อนไม่แพ้ตัวเหตุโจมตีไซเบอร์เสียเองสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด
ความคิดเห็น 0