เมื่อตามรายงานของ 코인텔레그래프 เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) มีการวิเคราะห์ว่ากลุ่มสถาบันกำลังดูดซับอุปทานบิตคอยน์(BTC) ด้วยความเร็วที่สูงกว่าความเร็วการขุดมากกว่า 5 เท่า สถานการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ‘แรงซื้อจากสถาบัน’ อาจกลายเป็นสัญญาณกระตุ้นให้เกิดการปรับขึ้นระยะสั้นของราคาอีกครั้ง
แช를스 에드워즈 ผู้ก่อตั้ง ‘캐프리올 인베스트먼츠’ ระบุผ่านแพลตฟอร์มโซเชียล ‘X’ ว่า ปริมาณการถือครองบิตคอยน์(BTC) ของสถาบัน ซึ่งรวมทั้งบิตคอยน์ที่อยู่ในงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน และในกองทุน ETF บิตคอยน์สปอต ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาอธิบายว่า ETF และการถือครองในงบการเงิน เป็นช่องทางหลักที่ทำให้สถาบันเข้ามา ‘เปิดรับความเสี่ยง’ ต่อบิตคอยน์(BTC) ทางอ้อม และเมื่อสองส่วนนี้เพิ่มขึ้นพร้อมกัน จึงสะท้อนว่า ‘เม็ดเงินรายใหญ่’ กำลังเข้าซื้ออย่างเห็นได้ชัด
จากกราฟที่เอ드워즈เผยแพร่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณถือครองฝั่งสถาบันพุ่งขึ้นแรงในช่วงสั้นๆ และเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ในเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) อย่างมาก อุปทานบิตคอยน์(BTC) ใหม่นั้นเพิ่มขึ้นเฉพาะจาก ‘รางวัลขุดบล็อก’ ซึ่งมักมีจังหวะค่อนข้างคงที่ และหลังการ ‘ฮาล์ฟวิ่ง’ แล้ว ความเร็วในการออกเหรียญใหม่ก็ยิ่งลดลง เอ드워즈ระบุว่า ในตอนนี้ ‘สถาบันกำลังดูดซับบิตคอยน์ที่ถูกขุดใหม่ต่อวันมากกว่า 500%’ หรือมากกว่าห้าเท่าของปริมาณเหรียญที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน
เอ드워즈ยังนำข้อมูลในอดีตมาเปรียบเทียบ โดยชี้ให้เห็นว่าช่วงที่เคยมี ‘แรงซื้อจากสถาบัน’ ในระดับใกล้เคียงกัน บิตคอยน์(BTC) มักจะปรับตัวขึ้นต่อในเวลา 1 เดือนถัดมา โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 24% หากรูปแบบเดิมเกิดซ้ำ และสมมติฐานนี้ยังใช้การได้ ราคาบิตคอยน์(BTC) ที่กำลังซื้อขายบริเวณ 78,700 ดอลลาร์ อาจมีโอกาสไต่ขึ้นไปแถว 97,000 ดอลลาร์ ตามการคำนวณเชิงสถิติข้างต้น ‘ความคิดเห็น’ แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการฉายภาพตามอดีต ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญตอนนี้คือ แรงซื้อรอบนี้จะ ‘ยืนระยะ’ ได้แค่ไหน เพราะเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็เคยเกิดกรณีที่สถาบันเร่งเข้าซื้อบิตคอยน์(BTC) ช่วงสั้นๆ ก่อนที่กระแสจะซาลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาขาดแรงหนุนต่อเนื่อง นักลงทุนจึงต้องจับตาว่า การเพิ่มขึ้นของความต้องการในรอบนี้ จะพัฒนาไปเป็น ‘แนวโน้มการสะสมระยะยาว’ หรือเป็นเพียง ‘จังหวะเข้าซื้อแบบชั่วคราว’ อีกครั้ง
ทิศทางเม็ดเงินจากสถาบันที่ไหลเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์(BTC) ผ่าน ETF และการถือครองในงบดุลบริษัท จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการเคลื่อนไหวราคาช่วงถัดไป หาก ‘แรงซื้อจากสถาบัน’ ยังคงดูดซับอุปทานใหม่ในระดับหลายเท่าตัวของความเร็วการขุดต่อไปได้ ก็อาจกลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดเข้าสู่ช่วงปรับตัวขึ้นรอบใหม่ แต่หากกระแสเม็ดเงินอ่อนแรงลงเหมือนที่ผ่านมา การคาดหวัง ‘ราคานิวไฮระยะสั้น’ อาจต้องชะลอออกไปก่อน
ความคิดเห็น 0