รัฐบาลเกาหลีใต้เคาะเก็บภาษี ‘กำไรจากกวาสังสินทรัพย์’ ในอัตรา 22% มีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 เป็นต้นไป โดยจะเก็บจากกำไรที่เกิดจากการซื้อขายและให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อมียอด ‘รายได้จากกวาสังสินทรัพย์’ เกิน 2.5 ล้านวอนต่อปี คาดว่ามาตรการนี้จะกระทบผู้ลงทุนมากกว่า 13 ล้านคนท่ามกลางการจับตาว่าจะเปลี่ยนภาพรวม ‘ตลาดกวาสังสินทรัพย์’ ของเกาหลีใต้อย่างไร
กระทรวงกลยุทธ์และการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ว่ารายได้จากการซื้อขายคริปโตจะถูกจัดให้อยู่ในหมวด “รายได้อื่น” และเมื่อรายได้รวมต่อปีจาก ‘กวาสังสินทรัพย์’ เกิน 2.5 ล้านวอน ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีเงินได้ 20% และภาษีท้องถิ่น 2% รวมเป็นอัตรา 22% เต็ม กระทรวงประเมินว่ามีนักลงทุนราว 13.26 ล้านรายที่มีโอกาสอยู่ในขอบเขตของกฎหมายภาษีใหม่ฉบับนี้
มุน ฮยองโฮ เจ้าหน้าที่แผนกภาษีเงินได้ กระทรวงกลยุทธ์และการคลัง ระบุในเวทีเสวนาฉุกเฉินด้านภาษีกวาสังสินทรัพย์ที่กรุงโซลว่า การจัดเก็บภาษีนี้ “จะเดินหน้าตามกำหนดในเดือนมกราคมปีหน้า” พร้อมย้ำว่าโครงสร้างเก็บภาษีจาก ‘กวาสังสินทรัพย์’ แยกจากภาษีรายได้จากการลงทุนทางการเงินรูปแบบอื่นโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่ามาตรการที่เคยถูกเลื่อนมาก่อนหน้านี้ ได้ถูกยืนยันกลับมาเดินหน้าตามโรดแมปเดิมแล้ว
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลกำลังทำงานร่วมกับ 5 กระดานเทรดหลักในประเทศ ได้แก่ Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ Gopax เพื่อปรับปรุงระบบรายงานและยื่นแบบภาษีของ ‘รายได้จากกวาสังสินทรัพย์’ ให้ทำงานได้อัตโนมัติและแม่นยำมากขึ้น นอกจากกำไรจากการซื้อขายโดยตรงแล้ว ยังเตรียมกำหนดเกณฑ์ภาษีสำหรับรายได้รูปแบบใหม่ เช่น รางวัลจากการสเตกกิ้ง, เหรียญที่ได้จากแอร์ดรอป และผลตอบแทนจากการปล่อยสินทรัพย์ดิจิทัลให้กู้ยืม รวมไปถึงรายได้อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ DeFi และบริการ Web3
หนึ่งในโจทย์ใหญ่คือการติดตามรายได้ที่เกิดจากตลาดต่างประเทศ ทั้งจากกระดานเทรดนอกประเทศ, แพลตฟอร์มแบบไร้ตัวกลาง (DEX) และการซื้อขายแบบ Peer-to-Peer ระหว่างบุคคล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนในการจัดเก็บภาษีจาก ‘กวาสังสินทรัพย์’ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนโยบายของเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีเครื่องมือเพียงพอในการตรวจสอบ จากทั้งกฎการรายงานบัญชีการเงินต่างประเทศของผู้เสียภาษี และการใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรฐานสากลอย่าง CARF ที่จะช่วยให้การติดตามข้อมูลการถือครองและการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัลทำได้เป็นระบบมากขึ้น
สำหรับข้อวิจารณ์เรื่อง “การเก็บภาษีซ้ำซ้อน” ทางการยืนยันว่ากลไกจัดเก็บไม่ได้ซ้ำซ้อนอย่างที่กังวล เนื่องจากภาษีที่เก็บจากกำไรการขายหรือให้กู้ ‘กวาสังสินทรัพย์’ เป็นคนละฐานภาษีกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดจากค่าธรรมเนียมการใช้บริการกระดานเทรด กล่าวคือ ภาษีหนึ่งเก็บจาก ‘กำไร’ ของนักลงทุน ส่วนอีกภาษีเก็บจาก ‘ค่าบริการ’ ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม จึงไม่ใช่การเก็บภาษีแบบเดียวกันสองครั้งตามที่บางฝ่ายตั้งคำถาม
‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและตลาดคริปโตมองว่า การยืนยันเดินหน้าภาษี 22% ต่อกำไรจาก ‘กวาสังสินทรัพย์’ อาจทำให้นักลงทุนรายย่อยต้องวางแผนบริหารกำไร-ขาดทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้ฐานภาษีต่อปีเกินเกณฑ์โดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง ‘ตลาดกวาสังสินทรัพย์’ แถวหน้าของโลก การชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ภาษีอาจช่วยให้ภาพรวมตลาดโปร่งใสมากขึ้น แต่ก็อาจผลักให้นักลงทุนบางส่วนย้ายไปใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือ DEX มากขึ้น หากมองว่าภาระภาษีสูงเกินไป สำหรับตอนนี้ ตลาดกำลังจับตาว่านักลงทุนในประเทศจะปรับตัวอย่างไร เมื่อการเก็บภาษีกำไรจากคริปโตเดินหน้าจริงในปี 2027 และ ‘ภาษีกวาสังสินทรัพย์’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษีปกติของเกาหลีใต้อย่างเต็มรูปแบบ
ความคิดเห็น 0