บิตคอยน์(BTC) จำนวน 107BTC ถูกโอนเข้าสู่ ‘ที่อยู่เผาไหม้’ (burn address) เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลานิวยอร์ก ทำให้มูลค่ากว่า 8.2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 122.86 ล้านบาทหายไปจากระบบอย่างถาวร เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกรณี ‘การเผาเหรียญโดยสมัครใจ’ ที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชุมชนบิตคอยน์(BTC)
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) มีรายงานว่า ที่อยู่บิตคอยน์เก่า 5 แอดเดรสได้ทำการโอนบิตคอยน์(BTC) ที่ถือครองอยู่ทั้งหมดไปยังที่อยู่ ‘1111111111111111111114oLvT2’ พร้อมกันในคราวเดียว ปริมาณรวมมากกว่า 107BTC ซึ่งถูกมองว่าแทบจะไม่ต่างจากการนำเงินสดไปทิ้งใส่เตาเผา เนื่องจากที่อยู่นี้ถูกจัดว่าเป็นที่อยู่ที่ไม่สามารถเข้าถึงกุญแจส่วนตัวได้จริง
ที่อยู่นี้เป็นที่รู้จักมานานในหมู่นักพัฒนาว่าเป็นเสมือน ‘ที่อยู่หลุมดำ’ ของบิตคอยน์(BTC) การส่งเหรียญไปยังที่อยู่นี้เท่ากับการทำให้เหรียญนั้นหายไปจากการหมุนเวียนในตลาดอย่างถาวร อดัม แบ็ก(Adam Back) ซีอีโอของบล็อกสตรีม(Blockstream) ถึงกับแซวว่า การโอนครั้งนี้ทำให้ ‘พูลรางวัลสำรองสำหรับวันที่อีลิปติกเคิร์ฟคริปโตถูกเจาะด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม’ มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วน ซานี(Sani) ผู้ก่อตั้ง Timechain Index แสดงความคิดเห็นสวนว่า การกระทำครั้งนี้ “Looks like Maximus Retardimus” สื่อถึงความเห็นเชิงลบต่อการเผาเหรียญลักษณะนี้
"ความคิดเห็น" คอมเมนต์ดังกล่าวสะท้อนว่าชุมชนมองดีลนี้มากกว่าการทดลอง ‘ศิลปะบนเชน’ แต่มองเป็นการทำลายทรัพย์สินอย่างสิ้นเชิง
5 ที่อยู่ที่ทำการโอนครั้งนี้ ถูกบันทึกครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2014 และไม่เคยขยับเหรียญเลยจนถึงวันนี้ ทุกรายการถูกส่งออกในเวลาเดียวกัน มีการตั้งค่า locktime ตรงกัน ใช้การตั้งค่า RBF แบบเดียวกัน และคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเท่ากัน แม้แต่เวลาบันทึกธุรกรรมบนบล็อกเชนยังตรงกันในระดับวินาที ทำให้ตลาดเชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นบุคคลเดียวหรือกลุ่มเดียวที่มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด มากกว่าจะเป็นความบังเอิญ
ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสกังวลเรื่อง ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ กับความปลอดภัยของบิตคอยน์(BTC) ในช่วงหลังมีการถกเถียงข้อเสนอปรับปรุงโปรโตคอลหลายแนวทาง รวมถึงแนวคิดที่ให้เจ้าของย้ายเอา UTXO เก่าไปยังที่อยู่ที่ทนทานต่อการโจมตีด้วยควอนตัม หรือแม้แต่การ ‘เผา’ เอาต์พุตที่เสี่ยงทิ้งไป แต่กรณีนี้กลับตรงกันข้าม เพราะเจ้าของเลือกที่จะส่งเหรียญจำนวนมากเพิ่มเข้าไปในที่อยู่ที่ทุกคนรู้ว่าไม่สามารถใช้งานได้
ที่อยู่ 1111111111111111111114oLvT2 เองก็มีประวัติการรับเหรียญยาวนาน ตั้งแต่ปี 2010 เคยรับธุรกรรมมาแล้วมากกว่า 256,000 ครั้ง รวมเอาต์พุตทั้งสิ้น 385,811 รายการ แต่ไม่มีการใช้จ่ายออกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ทุกเหรียญที่ส่งมาที่นี่ถือว่า ‘ถูกล๊อกตาย’ อยู่ในสมุดบัญชีของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) อย่างถาวรและไม่มีทางถูกนำออกมาขายหรือโอนต่อได้
หลังจากได้รับบิตคอยน์(BTC) เพิ่มอีก 107BTC ยอดสะสมในที่อยู่ดังกล่าวจึงเพิ่มขึ้นเป็นราว 807.24BTC เทียบกับช่วงกุมภาพันธ์ 2025 ที่มียอดประมาณ 669BTC และเมื่อสองปีก่อนที่ราว 555BTC จะเห็นได้ว่ามีการโอนเหรียญเข้ามาทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันหากประเมินด้วยราคาในตลาด บิตคอยน์(BTC) ที่ถูก ‘ผูกมัด’ อยู่ในที่อยู่นี้มีมูลค่ารวมมากกว่า 62 ล้านดอลลาร์ หรือราว 929.8 ล้านบาท
แตกต่างจากอีเธอเรียม(ETH) ที่มีระบบ ‘การเผาเหรียญอัตโนมัติ’ ในระดับโปรโตคอลจากกลไก EIP-1559 บิตคอยน์(BTC) ไม่มีฟังก์ชันการเผาเหรียญในตัว การลดจำนวนเหรียญหมุนเวียนด้วยการส่งไปยังที่อยู่ที่กู้คืนไม่ได้จึงเป็นผลจากการตัดสินใจของผู้ถือครองล้วนๆ ไม่มีข้อบังคับหรือกลไกอัตโนมัติใดๆ มาบังคับให้ต้องเผาเหรียญ
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘อีเวนต์เผาเหรียญ’ แปลกๆ บนเชนเท่านั้น แต่ยังจุดกระแสให้ตลาดหันกลับมาพูดถึง ‘วิธีเก็บรักษาบิตคอยน์(BTC) เก่า’ และประเด็นความปลอดภัยเชิงควอนตัมอีกครั้ง แม้การเคลื่อนไหวของเหรียญจากกระเป๋าเก่าเหล่านี้จะไม่ได้จุดชนวนให้เกิดความผันผวนของราคาในระยะสั้น แต่การที่มีสินทรัพย์จำนวนมากถูกทำให้หายไปจากอุปทานอย่างถาวร ก็ถือว่ามี ‘นัยเชิงสัญลักษณ์’ ต่อโครงสร้างของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) และการรับรู้เรื่องความขาดแคลนของเหรียญในสายตานักลงทุนไม่น้อย
ความคิดเห็น 0