ส.ส.ประชาธิปัตย์สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันกระทรวงแรงงาน ให้ระงับแผนเปิดทางให้บัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณ 401(k) ลงทุนใน ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง บิตคอยน์(BTC) สะท้อนความกังวลว่าเงินออมระยะยาวของประชาชนอาจเผชิญความเสี่ยงสูง หากเปิดช่องให้ลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกองทุนเกษียณ
เมื่อวันที่ 12 (เวลาท้องถิ่น) กลุ่มสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตที่นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการหลักของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันส่งจดหมายถึง คีธ ซอนเดอร์ริง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐ เรียกร้องให้ถอนข้อเสนอที่ต้องการเปิดให้กองทุน 401(k) สามารถลงทุนในกองทุนไพรเวตอิควิตี้, เครดิตเอกชน และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ต่างๆ ได้ โดยในรายชื่อผู้ลงนามมีทั้ง เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิก, เอลิซาเบธ วอร์เรน วุฒิสมาชิก และ บ็อบบี สก็อตต์ ส.ส.คนสำคัญของเดโมแครต
ฝั่งเดโมแครตให้เหตุผลว่า นโยบายดังกล่าวอาจทำให้เงินออมเพื่อเกษียณของชาวอเมริกันถูกนำไปเสี่ยงกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง ‘สกุลเงินดิจิทัล’ พร้อมชี้ว่าโครงสร้างกำกับดูแลและมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนในตลาดคริปโตยังไม่เพียงพอ ทำให้ ‘คริปโตเคอร์เรนซีจำนวนมากยังเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง’ และมีโอกาสสร้างความเสียหายให้ผู้ลงทุนรายย่อย
บรรดาส.ส.ระบุเพิ่มเติมว่า วิธีการที่หน่วยงานสหรัฐฯ นำ ‘กฎหมายหลักทรัพย์’ มาใช้กับ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ ‘กลไกคุ้มครองผู้ลงทุน’ จำนวนมากที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั่วไป อาจไม่สามารถใช้ได้เต็มรูปแบบกับคริปโต พวกเขาเตือนว่าการเดินหน้าเปิดให้ลงทุนโดยที่ยังมี ‘ช่องโหว่ด้านมาตรการป้องกัน’ อาจนำไปสู่ความเสียหายเชิงระบบต่อผู้ถือบัญชี 401(k)
กระแสถกเถียงในครั้งนี้เริ่มต้นจากข้อเสนอของกระทรวงแรงงานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามโดย ประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ที่กำชับให้หน่วยงานต่างๆ ‘ขยายการเข้าถึงสินทรัพย์ทางเลือก’ ภายในพอร์ตการลงทุน ซึ่งรวมถึง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ด้วย ตามข้อมูลของสมาคมบริษัทการลงทุนแห่งอเมริกา (Investment Company Institute) ณ วันที่ 31 ธันวาคมปีก่อน มูลค่าทรัพย์สินที่สะสมอยู่ในบัญชี 401(k) ทั่วสหรัฐ มีมากถึงราว 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 1,533.7 ล้านล้านบาท หากใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 1,519 วอน
เดโมแครตยังหยิบยกประเด็น ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ขึ้นมาประกอบ โดยเฉพาะกรณีโครงการคริปโต ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial)’ ที่มีครอบครัวของทรัมป์เกี่ยวข้อง พวกเขาตั้งคำถามว่า ‘ฝ่ายบริหารปัจจุบันอาจเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการผลักดันกฎเกณฑ์ใหม่ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่’ จึงต้องการให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด
ข้อถกเถียงเรื่อง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และผลประโยชน์ทับซ้อนนี้ ยังถูกคาดหมายว่าจะลุกลามไปสู่การพิจารณาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ‘คลาริตี(CLARITY) Bill’ ที่กำลังอยู่ในชั้นวุฒิสภาด้วย พรรคเดโมแครตย้ำชัดว่าไม่สามารถสนับสนุนกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ‘ตลาดคริปโต’ หากไม่มีข้อกำหนดด้านจริยธรรมและกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน
‘ความคิดเห็น’ ท่าทีแข็งกร้าวของเดโมแครตต่อการนำ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และคริปโตอื่นๆ เข้าสู่ระบบเกษียณ 401(k) สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองที่ลึกขึ้นในประเด็นสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะเดียวกันก็สร้างความไม่แน่นอนให้กระแส ‘สถาบันและผลิตภัณฑ์เกษียณ’ ที่เริ่มมองคริปโตเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตระยะยาว เมื่อตลาดยังต้องจับตาทั้งการเคลื่อนไหวในกระทรวงแรงงาน และชะตาของร่างกฎหมาย CLARITY การเมืองสหรัฐฯ จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางกฎเกณฑ์และการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0