Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) ดิ่งใกล้ 60,000 ดอลลาร์ หลังเงินไหลออก ETF หลายพันล้าน-สภาพคล่องไหลสู่หุ้น AI

บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ ‘6 หมื่นดอลลาร์’ ทำให้ตลาดจับตามองสาเหตุการปรับฐานครั้งนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากเพิ่งเทรดเหนือ 8 หมื่น 2 พันดอลลาร์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ราคาลดลงมาแล้วเกือบ 25% สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางและความเสี่ยงต่อการเทขายต่อเนื่องในระยะสั้น

เมื่อไม่นานนี้ บิตคอยน์เคยไหลลงไปแตะราว 6 หมื่น 1 พันดอลลาร์ในช่วงระหว่างวัน กลับมาทดสอบโซนรีบาวด์จากการร่วงแรงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์อีกครั้ง การปรับตัวลงรวดเร็วรอบนี้จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ ‘การย่อราคา’ ตามปกติ แต่เป็นผลจาก ‘เงินทุนไหลออก’ ผสมกับปัจจัยมหภาคและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

‘ETF’ เงินไหลออกหนัก–บิตคอยน์ไหลเข้าเว็บเทรดพุ่ง

หนึ่งในปัจจัยกดดันที่ชัดที่สุดคือการไหลออกของเงินจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐ ฐานข้อมูลจากแพลตฟอร์มโซโซ밸류ระบุว่า ETF สปอตเหล่านี้บันทึกภาวะ ‘เงินไหลออกสุทธิ’ ต่อเนื่องถึง 13 วันทำการ โดยบางวันมีเงินไหลออกมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.07 ล้านล้านวอน) ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดเงินไหลออกรวมแตะระดับหลายพันล้านดอลลาร์ และเฉพาะสัปดาห์นี้ตัวเลขสะสมพุ่งเกิน 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.146 ล้านล้านวอน) จนถูกคาดว่าจะเป็นสัปดาห์ที่มีเงินไหลออกมากที่สุดตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์

สถานการณ์นี้ตัดกับบรรยากาศเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมอย่างสิ้นเชิง ช่วงนั้นเงินทุนแห่ไหลเข้า ETF กลุ่มนี้และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้บิตคอยน์ทำสถิติใหม่ แต่เมื่อแรงซื้อฝั่งสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่แผ่วลง กลับกลายเป็นแรงกดดันราคาโดยตรงแทน

ฝั่งข้อมูลบนเชนก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน นักวิเคราะห์ อาลี มาร์ติเนซ ระบุว่า ภายในหนึ่งสัปดาห์มีบิตคอยน์ราว 54,000 BTC (ประมาณ 3.35 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 5.13 ล้านล้านวอน) ถูกโอนเข้าสู่กระดานเทรด การที่เหรียญจำนวนมากถูกส่งเข้าเว็บเทรด มักถูกตีความว่าเป็น ‘เม็ดเงินรอขาย’ ที่พร้อมกดดันราคาลงต่อ

อีกด้านหนึ่ง การที่บริษัท ‘ไมโครสตาร์เตจี้(Strategy)’ ตัดสินใจขายบิตคอยน์บางส่วน แม้มูลค่าไม่ได้ใหญ่เมื่อเทียบกับตลาดรวม แต่ก็สร้างแรงสะเทือนเชิงจิตวิทยา เพราะบริษัทถูกมองมาอย่างยาวนานในฐานะ ‘สัญลักษณ์ของการถือยาว’ ของสถาบัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถูกตีความเป็นสัญญาณลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีความเคลื่อนไหวของเหรียญที่เกี่ยวข้องกับมาวน์ต์กอกซ์(Mt. Gox) เพิ่มเข้ามา ทำให้ตลาดกังวลถึงความเป็นไปได้ของแรงขายจากเจ้าหนี้ในอนาคต

‘คำ’ เงินหนีความเสี่ยง–AI ดึงสภาพคล่องออกจากคริปโต

ปัจจัยมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งซ้ำเติมทิศทางของบิตคอยน์ ความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง และเริ่มลามเป็นความตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง จากสถิติในอดีต ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ อย่างบิตคอยน์มักอ่อนตัวเมื่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง โดยช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่มีความขัดแย้งทางทหารรอบก่อน ราคาก็ปรับตัวลงทันทีเช่นกัน

ด้านกระแสเงินลงทุนข้ามอุตสาหกรรมก็เป็นอีกปัจจัยที่ถูกจับตา ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ให้ความเห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์(AI) กำลังดูดซับสภาพคล่องจากตลาดคริปโต เขามองว่า ‘เม็ดเงินกำลังเคลื่อนย้ายจากคริปโตไปสู่ AI อย่างชัดเจน’ และปรากฏการณ์นี้เป็นตัวฉุดให้การฟื้นตัวของตลาดคริปโตช้าลง อย่างไรก็ตาม เซย์เลอร์มองช่วงที่ตลาดอ่อนแรงลักษณะนี้ว่าอาจกลายเป็น ‘โอกาสสะสมระยะยาว’ สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้

‘คำ’ มุมมองขัดแย้ง: ถึงเวลาฟื้น หรือยังมีรูดต่อ

ทิศทางถัดไปของบิตคอยน์ยังเต็มไปด้วยความเห็นที่แตกต่าง บางฝ่ายมองว่าราคาเริ่มเข้าสู่โซน ‘ขายมากเกินไป’ ในระยะสั้น มีโอกาสดีดกลับทางเทคนิค ขณะที่อีกกลุ่มเตือนว่าควรระวังการร่วงลงอีกรอบหากปัจจัยลบยังไม่คลี่คลาย

อาลี มาร์ติเนซ อ้างอิงตัวชี้วัด MVRV Price Band ประเมินว่าบิตคอยน์มีสิทธิ์ถอยลงไปแถว 55,000 ดอลลาร์ หรือแม้แต่โซน 50,000 ดอลลาร์ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี “ความคิดเห็น” มุมมองนี้สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้รับรู้ข่าวร้ายทั้งหมด และอาจต้องย่อยแรงขายอีกพักใหญ่

ในอีกมุมหนึ่ง ซีอีโอของคริปโตควอนต์(CryptoQuant) ชี้ว่าตลาดรอบนี้มี ‘โครงสร้าง’ ต่างจากรอบก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาจะย่อลงมาใกล้โซนเดียวกับในอดีต แต่สัดส่วนผู้ถือครองที่ถือบิตคอยน์ระหว่าง 6 เดือนถึง 2 ปีเพิ่มขึ้นแตะราว 53% แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากนักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้นไปสู่ผู้ถือระยะยาวมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยรองรับราคาจากการเทขายฉับพลันได้ระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุด การปรับฐานของบิตคอยน์(BTC) รอบนี้จึงไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของ ‘เงินไหลออกจาก ETF’, ‘ซัพพลายบนเว็บเทรดที่พุ่งขึ้น’, ‘ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง’ และ ‘การเคลื่อนย้ายสภาพคล่องไปยังหุ้น AI’ ที่ทำงานพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ‘โครงสร้างผู้ถือครองที่ยืดระยะยาวขึ้น’ ก็เปิดช่องให้ตีความได้ว่าทิศทางในมุมมองกลาง–ยาวอาจยังไม่เสียรูปแบบทั้งหมด แม้ระยะสั้นตลาดจะยังต้องรับมือกับความผันผวนรุนแรงรอบแนวรับ 6 หมื่นดอลลาร์ต่อไปก็ตาม

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1