ท่ามกลางกระแสเชิงบวกในตลาดคริปโต ‘บิตคอยน์(BTC)’ กลับถูกเตือนว่าอาจเผชิญการปรับฐานรุนแรงในระยะสั้น สูงสุดถึง 70% ภายใน 6 เดือน ขณะเดียวกันก็มีมุมมองกลับด้านว่า ในระยะยาวราคามีโอกาสพุ่งไปได้ไกลถึง ‘50만달러’ ต่อ 1 BTC
아틀라스캐피털 CEO 레자 번디(Reza Bundy) เปิดเผยในงานประชุม ‘프루프 오브 토크(Proof of Talk)’ ที่กรุงปารีส เมื่อไม่นานนี้ว่า ‘บิตคอยน์’ มีโอกาสเข้าสู่ช่วงขาลงขนาดใหญ่ใน ‘ช่วง 6 เดือนข้างหน้า’ โดยมองว่าราคาอาจร่วงลงได้มากสุดราว 70% จากระดับปัจจุบัน พร้อมระบุกลุ่มราคาเป้าหมายไว้ที่ 26,000–30,000 ดอลลาร์
ในตอนนี้ ‘บิตคอยน์’ ซื้อขายอยู่แถวบริเวณ 63,000 ดอลลาร์ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีมาถือว่าร่วงลงแล้วประมาณ 28% ตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นราว 10% ส่วนดัชนีแนสแด็ก(Nasdaq) ขยับขึ้นประมาณ 19% นำโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่
번디 มองว่า หากตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญการปรับฐานระดับครึ่งหนึ่งของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 แค่เพียงเท่านั้น ‘บิตคอยน์’ ก็มีแนวโน้มเผชิญแรงขายที่รุนแรงยิ่งกว่า เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ทรัพย์สินเสี่ยงสูง’ ที่อ่อนไหวต่อภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุน
การคาดการณ์เชิงลบต่อ ‘บิตคอยน์’ ครั้งนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ร่วมกับ ‘누리엘 루비니(Nouriel Roubini)’ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เคยเตือนวิกฤตการเงินปี 2008 จนได้รับฉายา ‘닥터 둠(Dr. Doom)’ และถือเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์บิตคอยน์ที่แข็งกร้าวที่สุดในตลาดการเงินทั่วโลก
루비니 เพิ่งเขียนบทความลง ‘블룸버그(Bloomberg)’ ระบุว่า ‘บิตคอยน์’ เป็นเพียง ‘ยูทิลิตี้เทียม’ และเป็น ‘สินทรัพย์เก็งกำไรล้วนๆ’ ไม่อาจเทียบได้กับทองคำที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเก็บรักษามูลค่า’ ที่แท้จริง เขามองว่าความผันผวนสูงและการขาดปัจจัยพื้นฐาน ทำให้บิตคอยน์ไม่อาจทำหน้าที่เป็นเงินสำรองหรือสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน
번디 เห็นสอดคล้องในเชิง ‘ระยะสั้น’ โดยชี้ว่า ‘บิตคอยน์’ ล้มเหลวในการทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันเงินเฟ้อ(인플레이션 헤지) อย่างที่มักถูกโฆษณา และในทางสถิติตอนนี้มีความสัมพันธ์เชิงบวกสูงกับหุ้นเทคโนโลยี จึงจัดอยู่ในกลุ่ม ‘สินทรัพย์เสี่ยงสูง’ ที่เคลื่อนไหวตามภาวะตลาดการเงินมากกว่าจะเป็นที่หลบภัยจากวิกฤต
มุมมองนี้ยังสอดคล้องกับคำพูดของนักลงทุนชื่อดังอย่าง มาร์ก คิวบัน(Mark Cuban) ที่เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า ในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะดอลลาร์อ่อนค่า ‘บิตคอยน์’ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างที่คาด เขาจึงตัดสินใจขาย ‘บิตคอยน์’ ส่วนใหญ่ในพอร์ตออกไป
อย่างไรก็ตาม 번디 ไม่ได้ปฏิเสธ ‘มูลค่าในระยะยาว’ ของ ‘บิตคอยน์’ เขามองว่า หากมองในกรอบหลายปีข้างหน้า ราคามีโอกาสขยับขึ้นไปได้ในช่วง 150,000–500,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ทั้งนี้จะขึ้นกับทิศทาง ‘เศรษฐกิจมหภาค’ และ ‘นโยบายการเงิน’ เป็นสำคัญ
번디 เสนอ ‘4 ฉากทัศน์’ ที่อาจกำหนดทิศทางราคา ‘บิตคอยน์’ ในระยะยาว ดังนี้
ในกรณีแรก หากเศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราปานกลางและเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ‘บิตคอยน์’ อาจเคลื่อนไหวขึ้นไปในโซน 150,000–250,000 ดอลลาร์ โดยสะท้อนบทบาทในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนสถาบันเริ่มยอมรับมากขึ้น
กรณีที่สอง หากรัฐบาลต่างๆ เดินหน้าก่อหนี้เพิ่มและขยายฐานเงินอย่างต่อเนื่องจนเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นในสกุลเงินกระดาษ ความต้องการ ‘สินทรัพย์หายาก(희소 자산)’ เช่น ทองคำและ ‘บิตคอยน์’ อาจพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเห็นราคาดีดตัวไปแตะโซน ‘500,000 ดอลลาร์’ ตามการประเมินของเขา
ในทางกลับกัน หากเกิด ‘ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์’ ครั้งใหญ่ 번디 มองว่า ‘บิตคอยน์’ อาจเผชิญแรงเทขายระยะสั้นจากการหนีสู่เงินสดและดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นอาจถูกมองใหม่ในฐานะ ‘สินทรัพย์กึ่งกลาง(중립적 자산)’ ระหว่างระบบการเงินของชาติมหาอำนาจ
ส่วนในกรณีที่โลกเผชิญภาวะ ‘เงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง’ เขาประเมินว่าตลาดคริปโตจะอยู่ในโหมดอ่อนตัวต่อเนื่อง จนกว่าธนาคารกลางจะกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องครั้งใหญ่ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง ‘บิตคอยน์’
สำหรับ ‘ภาพระยะสั้น’ 번디 เตือนว่าตลาดการเงินโลกกำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ‘ฟองสบู่’ คล้ายปี 1929 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ เขาประเมินว่าความผันผวนของทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโตจะเพิ่มสูงขึ้น หากมีการปรับฐานใหญ่เกิดขึ้นพร้อมกัน
เพื่อรับมือความไม่แน่นอนนี้ อ틀라스캐피털 ได้พัฒนา ‘กลยุทธ์จัดสรรสินทรัพย์’ ที่ตั้งชื่อว่า ‘테크노 달러(Techno Dollar)’ โดยใช้ระบบ AI ปรับน้ำหนักการลงทุนระหว่าง ‘ทองคำ, สินค้าเกษตรและอาหาร, อสังหาริมทรัพย์, เทคโนโลยีป้องกันประเทศ’ และสินทรัพย์อื่นๆ แบบไดนามิก กลยุทธ์นี้ถูกนำไปใช้กับกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในแนสแด็ก ภายใต้ชื่อ ‘USAF’ ซึ่งปัจจุบันบริหารสินทรัพย์ราว 18 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 275.9 พันล้านวอน
ที่น่าสนใจคือ แม้ 번디 จะประเมินว่า ‘บิตคอยน์’ มีโอกาสขึ้นไปแตะระดับสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ในระยะยาว แต่ในตอนนี้กลับ ‘ยังไม่ใส่บิตคอยน์ในพอร์ต’ ของกลยุทธ์ดังกล่าว เขาอธิบายว่า ยังมองเห็นความเสี่ยงจากการปรับฐานพร้อมกันของทั้งตลาดหุ้นและคริปโตในระยะสั้น
번디 ระบุว่า “เมื่อผมคาดว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน และ ‘บิตคอยน์’ เองก็อาจร่วงแรงในเวลาเดียวกัน ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดตอนนี้คือ ‘หลีกเลี่ยงช่วงขาลง’ ให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะเข้าซื้อ ‘บิตคอยน์’ หรือไม่ในระดับราคาที่น่าสนใจกว่า” ‘ความคิดเห็น’ ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเชิงปฏิบัติของนักลงทุนสถาบัน ที่เน้นลดความเสี่ยงด้านจังหวะเวลา มากกว่าการคาดเดาปลายทางของราคาเพียงอย่างเดียว
ในช่วงที่ความผันผวนของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ตลาดคริปโตจึงอาจต้องจับตา ‘ปัจจัยมหภาคและทิศทางสภาพคล่องโลก’ อย่างใกล้ชิด เพราะแม้ภาพระยะยาวของ ‘บิตคอยน์’ จะยังถูกวาดไว้ในโทนเชิงบวก แต่เส้นทางระหว่างทางอาจเต็มไปด้วยการปรับฐานที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไป
ความคิดเห็น 0