อังกฤษลุย ‘ตลาดการเงินโทเคไนซ์’ ตั้งเป้าดัน GDP เพิ่ม 4.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2035
อังกฤษมีโอกาสเพิ่มมูลค่า ‘ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)’ ต่อปีได้สูงสุดราว 33,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2035 หากสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของ ‘ตลาดการเงินแบบโทเคไนซ์’ ได้สำเร็จ ตามรายงานฉบับใหม่ของคณะทำงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สะท้อนว่านโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลของอังกฤษกำลังก้าวจาก ‘เวทีทดลอง’ สู่ ‘การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์’ อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) จากรายงานของ ‘โคอินเทเลกราฟ(Cointelegraph)’ ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวมาจากรายงานฉบับแรกของ เวย์เลิร์ด คริส(Chris Woolard) ผู้ดำรงตำแหน่ง ‘Wholesale Digital Markets Champion’ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงการคลังอังกฤษ รายงานนี้เสนอโรดแมป 12 เดือนในการนำ ‘บล็อกเชน’ มาใช้ในตลาดเรโป (Repo) หรือการกู้ยืมเงินสดโดยใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พร้อมเรียกร้องให้มีการออก ‘โทเคไนซ์พันธบัตรรัฐบาล’ ครั้งแรกภายในไตรมาส 1 ปี 2027
คณะทำงานดังกล่าวประกอบด้วยสถาบันการเงินและบริษัทคริปโตชั้นนำกว่า 50 แห่งจากทั้งโลกการเงินดั้งเดิมและอุตสาหกรรมคริปโต ไม่ว่าจะเป็น แบล็คร็อก(BLK), โกลด์แมน แซคส์(GS), เจพีมอร์แกน เชส(JPM), มอร์แกน สแตนลีย์(MS), เอชเอสบีซี(HSBC), ยูบีเอส(UBS), โคอินเบส(COIN), เซอร์เคิล, ริปเปิล(XRP), คราเคน, DTCC, ยูโรเคลียร์ ฯลฯ รายงานย้ำว่า ‘การโทเคไนซ์(Tokenization)’ ในอังกฤษต้องเดินหน้าจาก ‘โครงการทดลอง (Pilot)’ ไปสู่ ‘การขยายใช้ในตลาดจริง’ ครอบคลุมทั้งการซื้อขาย การชำระราคา และการใช้เป็นหลักประกัน โดยต้องขยับจาก ‘ความตั้งใจ’ ไปสู่ ‘การลงมือทำจริง’ ให้เร็วขึ้น
ริปเปิล(XRP) ออกมาแสดงการสนับสนุนแผนดังกล่าวในฐานะผู้เล่นอุตสาหกรรมรายหนึ่ง พร้อมระบุว่า ‘กองทุนบนบล็อกเชน, พันธบัตรบนเชน, และเรโปบนเชน ไม่ใช่แค่การทดลองอีกต่อไป’ โดยยืนยันว่าระบบโทเคไนซ์เหล่านี้สามารถให้บริการที่ ‘ถูกกว่า ดีกว่า และเร็วกว่า’ โครงสร้างเดิม *ความคิดเห็น* มุมมองของริปเปิลสะท้อนจุดสำคัญของตลาดโทเคไนซ์ นั่นคือ หากต้องการสร้าง ‘สภาพคล่องจริง’ สินทรัพย์โทเคไนซ์ต้องไม่หยุดอยู่ที่การออกโทเคน แต่ต้องถูกนำไปซื้อขายและใช้เป็นหลักประกันได้ในระบบการเงินหลักด้วย
‘ดิจิทัลพันธบัตรรัฐบาล–โครงสร้างพื้นฐานชำระราคา’ เร่งสปีดโทเคไนซ์สู่การใช้งานจริง
แนวคิด ‘พันธบัตรรัฐบาลดิจิทัล’ หรือที่เรียกว่า ‘Digital Gilts’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศโครงการนำร่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 และในเดือนกรกฎาคม 2025 ก็ได้วางโรดแมปสำหรับ ‘การชำระราคาแบบออนเชน’, การซื้อขายนอกตลาด (OTC) และการพัฒนาตลาดรองสำหรับตราสารดิจิทัล โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม ‘Orion’ ของ เอชเอสบีซี(HSBC) ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ดำเนินโครงการนำร่องอย่างเป็นทางการ
รายงานฉบับล่าสุดจึงเข้ามาเติมเต็มด้วย ‘กรอบเวลา’ และ ‘ขอบเขตการใช้งาน’ ที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่การออก Digital Gilts ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เสนอให้วางแผน ‘ออกเพิ่มในภายหลัง’ พัฒนาตลาดรองที่ซื้อขายได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงเปิดทางให้พันธบัตรดิจิทัลเหล่านี้ถูกยอมรับเป็น ‘สินทรัพย์ค้ำประกัน’ ของธนาคารกลางอังกฤษโดยตรง รายงานชี้ว่า หากโทเคไนซ์หลักทรัพย์ไม่สามารถถูกซื้อขายหรือใช้ระดมเงินสดในระบบการเงินหลักได้ มูลค่าที่แท้จริงจะถูกจำกัด จึงเสนอให้ ‘ธนาคารกลางอังกฤษ’ รับ Digital Gilts เป็นหลักประกันอย่างเป็นทางการ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระราคา อังกฤษถือว่ามีแต้มต่ออยู่แล้ว บริษัท ฟนาลิตี(Fnality) ในลอนดอนได้เปิดตัวระบบชำระเงินสกุลเงินปอนด์ที่ลิงก์กับเงินสำรองที่ธนาคารกลางในเดือนธันวาคม 2023 รองรับทั้งธุรกรรมเรโปแบบเรียลไทม์ การชำระราคาโทเคไนซ์หลักทรัพย์ และการชำระระหว่างสกุลเงินต่างประเทศ ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ ‘ตลาดการเงินโทเคไนซ์ระดับสถาบัน’ โดยตรง ทำให้คำถามของอังกฤษวันนี้ไม่ใช่ ‘มีเทคโนโลยีพร้อมหรือยัง’ แต่คือ ‘จะเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สู่ตลาดจริงได้เร็วแค่ไหน’
ท่ามกลางการเดินหน้าของอังกฤษ ‘ตลาดการเงินโทเคไนซ์’ เริ่มกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดทั้งสถาบันการเงินใหญ่จากสหรัฐฯ และยุโรป หากอังกฤษสามารถผสาน ‘กฎระเบียบที่ชัดเจน’ เข้ากับ ‘โครงสร้างพื้นฐานชำระราคาบนบล็อกเชน’ ได้สำเร็จ โทเคไนซ์ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทฤษฎีมาเป็น ‘กลไกปฏิบัติการหลัก’ ของตลาดทุนในชีวิตจริงในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้อย่างเป็นรูปธรรม
ความคิดเห็น 0