Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

เชนลิงก์(LINK) จับตา CLARITY Act ลุ้นเคลียร์กฎ SEC–CFTC ดันเม็ดเงินสถาบันไหลเข้าโทเคนไนซ์

เชนลิงก์(LINK) กำลังจับตา ‘CLARITY Act’ อย่างใกล้ชิด หลังผู้บริหารมองว่าร่างกฎหมายนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโตฝั่ง ‘สถาบัน’ โดยเฉพาะในการดึงเม็ดเงินจากธนาคารและกองทุนรายใหญ่เข้ามา เมื่อ ‘กฎเกณฑ์ชัดเจนขึ้น’ ภาระด้าน ‘คอมไพลแอนซ์(Compliance)’ ก็อาจเบาลง และเปิดทางให้ดีลสินทรัพย์ดิจิทัลเดินหน้าได้จริง

ตามรายงานของสื่อ Chainlink Today เมื่อไม่นานนี้ แอนดรูว์ แม็คคอร์มิก ผู้บริหารจาก เชนลิงก์ แล็บส์ ระบุว่า CLARITY Act ไม่ได้มีผลแค่ต่อ บิตคอยน์(BTC) หรือ เชนลิงก์(LINK) เท่านั้น แต่ยังแตะไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทเคนไนซ์ (Tokenization) และระบบการเงินแบบออนเชนในภาพรวม จุดสำคัญคือการทำให้เส้นแบ่งอำนาจกำกับดูแลระหว่าง ‘คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC)’ กับ ‘คณะกรรมการกำกับฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐ(CFTC)’ ชัดเจนขึ้น ว่า ‘ใครดูแลสินทรัพย์ใด’ และภายใต้กรอบกฎหมายแบบไหน

สถาบันอยากเข้า แต่ติดด่าน “อนุมัติภายใน”

การที่สถาบันการเงินจะเข้ามาลงทุนในคริปโตไม่ใช่แค่เรื่อง ‘มีดีมานด์หรือไม่’ เท่านั้น สำหรับธนาคาร บริษัทจัดการกองทุน และกองทุนขนาดใหญ่ การจะจัดสรรเงินลงทุนจริงต้องผ่านหลายด่าน ทั้งฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่ง ‘ความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ คือจุดที่ดีลจำนวนมากต้องหยุดชะงัก

แม็คคอร์มิกมองว่า CLARITY Act น่าสนใจเพราะเข้ามาแก้จุดคอขวดนี้โดยตรง หากยังไม่รู้ชัดว่า ‘โทเคนตัวไหนเป็นหลักทรัพย์’ หรือ ‘บริการใดต้องอยู่ใต้กฎแบบไหน’ ต่อให้ทีมเทรดมองเห็นโอกาส ฝ่ายคอมไพลแอนซ์ก็สามารถ ‘เบรก’ การตัดสินใจได้ทันที โครงสร้างอนุมัติที่ระมัดระวังเกินไปแบบนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แม้ตลาดคริปโตจะโตขึ้นอย่างมาก แต่เม็ดเงินจากสถาบันยังไหลเข้ามาไม่เต็มศักยภาพ

เชนลิงก์ได้ประโยชน์ตรงจาก ‘ความชัดเจน’

เชนลิงก์พยายามสร้างตัวเองให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับการเงินบนบล็อกเชน ทั้งด้าน ‘ออราเคิล’, ข้อมูลตลาด, การสื่อสารข้ามเชน และ ‘หลักฐานการสำรอง (Proof of Reserves)’ ที่จำเป็นต่อ ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์’ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถาบัน จุดแข็งของเชนลิงก์จึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่คือ ‘สถาบันใช้ได้อย่างมั่นใจหรือไม่’

เมื่อธนาคารจะนำสินทรัพย์มาเป็นหลักประกันแบบโทเคนไนซ์ หรือบริษัทจัดการกองทุนต้องการออกกองทุนที่โอนบนเชนได้จริง พวกเขาต้องแน่ใจว่า กติกาเรื่อง ‘การออก การชำระราคา การเก็บรักษา และการโอน’ มีความชัดเจน หาก CLARITY Act สามารถวางเส้นแบ่งเหล่านี้ได้ชัดขึ้น โปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานอย่างเชนลิงก์ก็จะ ‘ขายภาพความน่าเชื่อถือ’ ให้สถาบันได้ง่ายขึ้น ‘ความคิดเห็น’ แม้กรอบกฎหมายที่ดีขึ้นมักถูกตลาดมองเป็นปัจจัยบวกต่อ เชนลิงก์(LINK) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าราคาโทเคนจะขึ้นทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบมักทำหน้าที่เป็น ‘สภาพแวดล้อมเอื้อ’ มากกว่าจะเป็นตัวขับราคาตรงๆ

หัวใจของ CLARITY Act คือเส้นแบ่ง SEC – CFTC

แกนกลางของการถกเถียงเรื่องนี้คือ ‘ใครกำกับอะไร’ หากสินทรัพย์ดิจิทัลถูกจัดเป็น ‘หลักทรัพย์’ ก็จะอยู่ใต้กรอบของ SEC แต่ถ้าถูกจัดเป็น ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ก็จะไปอยู่ใต้ CFTC ปัญหาคือหลายปีที่ผ่านมา ตลาดต้องคอย ‘เดา’ จากคดีความ การบังคับใช้กฎหมาย คำปราศรัย และข้อตกลงยอมความ มากกว่าจะได้เกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรและชัดเจน

สำหรับสถาบัน นี่คือ ‘ความเสี่ยงที่วัดยากที่สุด’ เพราะเมื่อกฎไม่ชัด ทั้งตลาดซื้อขาย ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Custodian) ผู้ออกโทเคน และบริษัทจัดการกองทุน ล้วนต้องหันมาใช้แนวทาง ‘ระมัดระวังเกินจำเป็น’ แทน ในทางกลับกัน ถ้าเส้นแบ่งอำนาจกำกับระหว่าง SEC และ CFTC เริ่มชัดเจนขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทเคนไนซ์ การรับฝาก และระบบชำระราคาออนเชนอาจเดินหน้าได้เร็วขึ้นมาก

ยังเป็นแค่ “ศักยภาพ” ไม่ใช่ทางลัดเปิดประตูสถาบัน

อย่างไรก็ดี CLARITY Act ยังไม่ได้แปลว่าประตูตลาดสถาบันจะเปิดออกทันที แม้ร่างกฎหมายจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายจริง ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นกับการตีความของหน่วยงานกำกับ และรายละเอียดในกฎลูกอีกหลายชั้น สถาบันเองก็มักจะใช้เวลา ‘ประเมินและปรับตัว’ หลังกรอบกฎหมายชัดเจนแล้ว ก่อนจะขยับเม็ดเงินจริงอย่างเต็มตัว

แม้จะยังอยู่ในระดับ ‘ความเป็นไปได้’ แต่การถกเถียงรอบ CLARITY Act ก็มีความสำคัญกับตลาดอยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ตลาดคริปโตต้องการไม่ใช่ ‘กฎที่หย่อน’ แต่คือ ‘กฎที่ชัดและรับผิดชอบได้’ เพื่อให้ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาได้โดยไม่ต้องเสี่ยงผิดกฎหมาย ในมุมนี้ CLARITY Act จึงอาจกลายเป็น ‘ตัวเร่ง (Catalyst)’ ที่สำคัญสำหรับ เชนลิงก์(LINK) และโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานที่เน้นรองรับสถาบันในระยะยาว

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

สเปรดดีฟาย(Spreadefi) ตั้งบริษัทในสหรัฐฯ ดันโปรเจกต์ดีฟายสเตกกิ้งพูลสภาพคล่องสู่เวทีโลก

เอไอจีน ‘คิมี่ K3’ เขย่าตลาดเสี่ยง: บิตคอยน์(BTC)-อีเธอเรียม(ETH) ร่วงตามแรงเทขายหุ้นเอไอ

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1