สะพานข้ามเชน (Bridge) ด้านคริปโต 3 แห่งถูกแฮ็กในวันเดียว สูญมูลค่ารวมกว่า 3,560만달러 หรือราว 525억원 ‘ดิฟาย(DeFi)’ ถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยอีกครั้ง หลังสะพานของ อะแฟกซ์ 트레이드(AFX Trade), บีสแควร์드(BSquared), และ เวรัส코인(VerusCoin) ถูกเจาะต่อเนื่องภายในระยะเวลาอันสั้น
ตามข้อมูลจากบริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน บล็อกเอด(Blockaid) ความเสียหายมากที่สุดเกิดขึ้นที่สะพาน AFX บนเครือข่าย อาร์บิทรัม(ARB) โดยแฮ็กเกอร์ดูดเงินออกไป 2,415만 USDC คิดเป็นมูลค่าราว 2,420만달러 โครงสร้างของสะพานดังกล่าวกำหนดให้ต้องมีลายเซ็นจาก ‘ผู้ตรวจสอบ (Validator)’ อย่างน้อย 5 จาก 7 ราย จึงจะอนุมัติการถอนเงินได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แฮ็กครั้งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการถูกขโมย ‘กุญแจของผู้ตรวจสอบ’ หรือการเจาะระบบแบ็กเอนด์ของสะพาน หลังโจมตีสำเร็จ แฮ็กเกอร์รีบโอน USDC จากอาร์บิทรัมไปยังเครือข่าย อีเธอเรียม(ETH) ทันที AFX ระบุว่ากำลังร่วมมือกับทีมอาร์บิทรัมและบริษัทด้านความปลอดภัย เพื่อตรวจสอบสาเหตุและตามรอยเงินที่ถูกยักย้าย
การโจมตีครั้งที่สองพุ่งเป้าไปที่เครือข่าย บีสแควร์드(BSquared) แฮ็กเกอร์ขโมยโทเคน B2 ไปจำนวน 859만 B2 คิดเป็นมูลค่าตลาดราว 386만달러 จากนั้นรีบแลก B2 ที่ขโมยมาเป็น 5,409 BNB ได้เงินประมาณ 301만달러 ก่อนจะแปลงต่อไปเป็น อีเธอเรียม(ETH) และ USDT แล้วกระจายผ่านเส้นทางที่ซับซ้อน รวมถึง ‘อินเทนต์’ บนเครือข่าย เนียร์프로토콜(NEAR) และโปรโตคอล HOT ทำให้การติดตามเส้นทางการฟอกเงินยากขึ้นมาก ทีมรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีนี้อย่างใกล้ชิด
สะพานของ เวรัส코인(VerusCoin) ที่เชื่อมกับอีเธอเรียมก็ถูกแฮ็กเป็นครั้งที่สอง มูลค่าความเสียหายครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 754만달러 ครอบคลุมหลายสินทรัพย์ ทั้ง อีเธอเรียม(ETH), บิตคอยน์แบบโทเคน(tBTC), USDC, USDT, DAI และเหรียญอื่นๆ บริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน สโลว์มิสต์(SlowMist) อธิบายว่า แฮ็กเกอร์ใช้ช่องโหว่ ‘import path’ แบบเดียวกับที่เคยถูกใช้โจมตีเมื่อเดือนพฤษภาคม มูลค่า 1,150만달러 โดยอาศัยโครงสร้าง ‘จ่ายโดยไม่ต้องมีหลักประกันจริง’ ของสะพาน ที่ปล่อยสินทรัพย์ออกไปโดยไม่ตรวจสินทรัพย์ค้ำประกันอย่างเข้มงวด ทำให้ความเสียหายทวีความรุนแรงขึ้น หลังขโมยสินทรัพย์ แฮ็กเกอร์แปลงทั้งหมดเป็น 3,916 ETH แล้วโอนไปยังบริการมิกซ์เหรียญ โทนาโด แคช(Tornado Cash) ลดโอกาสในการกู้คืนทรัพย์สินลงอย่างมาก
เหตุแฮ็กต่อเนื่องครั้งนี้ตอกย้ำว่า ‘สะพานข้ามเชน’ ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบ ‘ดิฟาย(DeFi)’ แม้รูปแบบการโจมตีของแต่ละเคสจะแตกต่างกัน แต่การเกิดขึ้นพร้อมกันภายในวันเดียว สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่บั๊กในสัญญาอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘กระบวนการตรวจสอบ (Validation)’, ‘โครงสร้างการกระจายอำนาจ’ และ ‘การรักษาความปลอดภัยเชิงปฏิบัติการ’ ทั้งระบบ
ในทางปฏิบัติ เงินที่ถูกแฮ็กถูกย้ายข้ามเชนอย่างรวดเร็ว และมักถูกส่งต่อผ่านบริการมิกซ์และโปรโตคอลหลายชั้น ส่งผลให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ‘ความคิดเห็น’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจำนวนมากมองตรงกันว่า หากตลาดดิฟายยังเติบโตและพึ่งพา ‘สะพานข้ามเชน’ มากขึ้น การยกระดับความปลอดภัยของบริดจ์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของทั้งระบบคริปโตในระยะยาว
ความคิดเห็น 0