อัยการ联邦สหรัฐเดินหน้าฟ้องร้องเพื่อยึด ‘คริปโต’ มูลค่ารวมราว 2,500만달러 หรือประมาณ 367억วอน ที่เชื่อมโยงกับขบวนการ ‘โร맨스·투자 사기’ ข้ามพรมแดนระหว่างสหรัฐและแคนาดา สะท้อนปัญหา ‘การฉ้อโกงผ่านคริปโต’ ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) อัยการ联邦สหรัฐได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอยึดทรัพย์รวม 5 คดีต่อศาล联邦ในกรุงวอชิงตันดีซี โดยขอให้ศาลอนุมัติการยึด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ มูลค่าประมาณ 2,500만달러 (ราว 367억วอน) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเงินที่ได้มาจาก ‘โร맨스 사기’ และแพลตฟอร์มลงทุนปลอมที่มุ่งโจมตีเหยื่อในสหรัฐและแคนาดา
คดีชุดนี้มีจุดเริ่มต้นจากการสืบสวนแยกต่างหากของหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิส(Secret Service) สหรัฐ เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามธุรกรรมผ่าน ‘กระเป๋าเงินคริปโต’ จำนวนหลายร้อยแอดเดรส จนสามารถเชื่อมโยงกับธุรกรรมหลอกลงทุนมากกว่า 270 รายการ และเหยื่อโรแมนซ์สแกมกว่า 200 ราย พร้อมสั่งอายัดเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังพบว่ามีผู้เสียหายในเขตวอชิงตันจำนวนไม่น้อย
ในบรรดาคดีทั้งหมด มีสองคดีที่มีมูลค่ามากที่สุด คดีแรกเกี่ยวข้องกับ ‘โร맨스 사기’ ที่ใช้ความสัมพันธ์ออนไลน์บังหน้า มูลค่าความเสียหายราว 1,210만달러 (ประมาณ 178억วอน) ส่วนคดีที่สองเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ‘ลงทุนคริปโตปลอม’ ที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกเงินนักลงทุน มีมูลค่าราว 1,040만달러 (ประมาณ 153억วอน)
นอกจากสองคดีหลักแล้ว อัยการยังยื่นคำร้องยึดทรัพย์เพิ่มเติมแยกเป็นสามคดี มูลค่าประมาณ 123만달러 (ราว 18억วอน), 239만달러 (ราว 35억วอน) และ 28만5,000달러 (ราว 4억วอน) ตามลำดับ สะท้อนว่าขบวนการฉ้อโกงลักษณะนี้แตกแขนงออกเป็นหลายเครือข่ายและหลายระดับ
รูปแบบการหลอกลวงก็มีความหลากหลาย เช่น กรณีที่เหยื่อพยายามถอนเงินจากบัญชีลงทุนปลอมแล้วกลับถูกตัดการติดต่อทันที หรือกรณี ‘리커버리 스캠’ ที่คนร้ายอ้างว่าจะช่วยกู้คืนเงินที่เหยื่อสูญเสียไป แต่เรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียม’ ล่วงหน้า ก่อนหายตัวไปพร้อมเงินก้อนใหม่ของเหยื่อ ‘ความคิดเห็น’ นี่เป็นรูปแบบซ้อนสแกมที่เหยื่อถูกหลอกซ้ำสอง เมื่ออยู่ในสภาวะอ่อนไหวและต้องการเงินคืนอย่างเร่งด่วน
มาตรการครั้งนี้ถูกอธิบายว่าเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของ ‘스캠 센터 스트라이크 포스’ ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจด้านการปราบปรามการฉ้อโกงที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 หน่วยงานดังกล่าวระบุว่าสามารถช่วยติดตามและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้แล้วมากกว่า 8억달러 (ประมาณ 1조 1,753억วอน) นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงาน
ท่ามกลางกระแส ‘การใช้คริปโตในอาชญากรรมข้ามพรมแดน’ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านเทคนิคการฟอกเงินและการปกปิดตัวตน หน่วยงานรัฐก็เร่งพัฒนาศักยภาพการติดตามธุรกรรมบนบล็อกเชน รวมถึงเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ‘การฉ้อโกงที่ใช้ความไว้วางใจทางอารมณ์เป็นเหยื่อล่อ’ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบที่ผสมผสาน ‘ความสัมพันธ์ส่วนตัว’ กับ ‘ข้อเสนอการลงทุน’ ทำให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดความระมัดระวัง
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนรายย่อยและผู้ใช้คริปโตทั่วไป สัญญาณสำคัญจากคดีนี้คือ ต้องไม่โอนเงินหรือคริปโตให้กับบุคคลหรือแพลตฟอร์มที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนและใบอนุญาตได้ชัดเจน แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรืออารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม การตรวจสอบแพลตฟอร์มลงทุน การใช้กระดานเทรดที่มีใบอนุญาต และการไม่ส่งคริปโตตามคำขอจากคนรู้จักออนไลน์ที่ไม่เคยพบตัวจริง ยังคงเป็นแนวป้องกันชั้นแรกที่สำคัญที่สุดในยุคที่ ‘โร맨스·투자 사기’ และ ‘คริปโตสแกม’ ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี
ความคิดเห็น 0