Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สหรัฐฯลุ้นผ่าน CLARITY Act เขย่ากฎระเบียบคริปโต ขณะ BitMEX ปิดตัว-แฮ็กครอสเชนบริดจ์สูญ 31.6 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯกำลังจับตาทิศทาง ‘กฎระเบียบคริปโต’ รอบใหม่ เมื่อซีอีโอ โกลด์แมนแซคส์(GS) ออกตัวหนุน ‘CLARITY Act’ ต่อหน้าการโหวตในวุฒิสภา ขณะเดียวกันตลาดก็สั่นคลอนจากการประกาศปิดตัวของแพลตฟอร์มอนุพันธ์ชื่อดัง ‘บิตเม็กซ์(BitMEX)’ หลังเปิดให้บริการมานาน 11 ปี และเหตุแฮ็ก ‘ครอสเชนบริดจ์’ 2 ครั้งรวด มูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 31.6 ล้านดอลลาร์ ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางด้าน ‘ความปลอดภัยบนบล็อกเชน’

เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph เดวิด โซโลมอน ซีอีโอ โกลด์แมนแซคส์(GS) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวการเมือง Politico ระบุว่า ร่างกฎหมาย ‘CLARITY Act’ แม้จะ “ไม่สมบูรณ์แบบ” แต่สามารถช่วยสร้าง ‘สภาพแวดล้อมกำกับดูแล’ ที่สมดุลกว่าสำหรับ ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ ในสหรัฐฯ ร่าง CLARITY Act เป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่เสนอโดย ‘พรรครีพับลิกัน’ มีเป้าหมายจัดระเบียบ ‘อำนาจกำกับ’ และ ‘มาตรฐานกฎเกณฑ์’ ที่ใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน

การที่หัวเรือใหญ่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทออกมา ‘หนุนกฎหมายคริปโต’ อย่างเปิดเผยถือว่าค่อนข้างผิดจากภาพเดิมของสถาบันการเงินดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ฝั่งธนาคารรายใหญ่ก็ใช่ว่าจะเห็นตรงกันทั้งหมด ซีอีโอ เจมี ไดมอน ของ เจพีมอร์แกนเชส(JPM) ยังแสดงท่าที ‘ไม่เห็นด้วย’ กับบทบัญญัติบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ ‘การให้ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ ซึ่งถูกมองว่าอาจเสี่ยงต่อ ‘เสถียรภาพระบบการเงิน’

ด้าน ‘วุฒิสภาสหรัฐฯ’ เตรียมนำร่าง CLARITY Act เข้าสู่การลงมติในเร็วๆนี้ แต่ ‘พรรคเดโมแครต’ ออกมาคัดค้าน โดยหยิบยกทั้ง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ที่เชื่อมโยงกับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลของประธานาธิบดีทรัมป์ และการขาดรายละเอียดเรื่อง ‘จริยธรรม’ ของผู้มีส่วนได้เสียในภาครัฐ มาเป็นเหตุผลหลัก ทำให้กฎหมายฉบับนี้ยังต้องลุ้นอย่างหนักว่าจะ ‘ผ่านด่านการเมือง’ ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน ตลาดอนุพันธ์คริปโตก็ได้รับข่าวใหญ่ เมื่อแพลตฟอร์มบิตเม็กซ์(BitMEX) ซึ่งเคยเป็น “สัญลักษณ์” ของการเทรดฟิวเจอร์สคริปโต ประกาศเตรียม ‘ปิดกิจการ’ อย่างเป็นทางการ บริษัทแม่ HDR Global Trading ระบุว่า หลังการทบทวนเชิงกลยุทธ์ตัดสินใจยุติการดำเนินงาน โดยจะหยุดให้บริการซื้อขายทั้งหมดในวันที่ 23 กันยายน 2026 เวลา 04.00 น. (UTC) และแนะนำให้ผู้ใช้งานปิดสถานะและถอนเงินออกก่อนกำหนดดังกล่าว

บิตเม็กซ์เคยครองภาพลักษณ์ ‘ผู้บุกเบิกตลาดอนุพันธ์คริปโต’ แต่แรงกดดันการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่าง ‘กระดานเทรดรวมศูนย์ (CEX)’ กับ ‘แพลตฟอร์มอนุพันธ์แบบไร้ตัวกลาง (DeFi derivatives)’ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของแพลตฟอร์มเก่าเริ่มถูกบีบ ตามข้อมูลของ CoinGecko ปริมาณการซื้อขาย ‘ฟิวเจอร์สแบบ Perpetual’ บนกระดานรวมศูนย์ลดลง 10% ในไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ราว 12.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่แพลตฟอร์มดีไฟอย่าง ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ กำลังขยายฐานผู้ใช้และเพิ่ม ‘สภาพคล่อง’ อย่างต่อเนื่อง

‘ความคิดเห็น’ การปิดตัวของบิตเม็กซ์สะท้อนว่า ตลาดอนุพันธ์คริปโตเข้าสู่ ‘ช่วงเปลี่ยนขั้ว’ จากผู้เล่นรุ่นบุกเบิก ไปสู่แพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้ง ‘ค่าธรรมเนียมต่ำ’ และ ‘ไม่ต้องพึ่งตัวกลาง’ มากขึ้น

นอกจากแรงกดดันด้านกฎเกณฑ์และการแข่งขันแล้ว ‘ความปลอดภัย’ ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อน เมื่อเกิดเหตุแฮ็ก ‘ครอสเชนบริดจ์’ สองครั้งติด ทำให้สินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 31.6 ล้านดอลลาร์หายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ตามรายงานของบริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน Blockaid โปรโตคอลอนุพันธ์แบบกระจายศูนย์ AFX ซึ่งสร้างบนเครือข่ายอาร์บิทรัม(ARB) ถูกโจมตีผ่านบริดจ์ข้ามเชน สูญเสียสินทรัพย์ราว 24.15 ล้านดอลลาร์

หลังจากนั้นไม่นาน ‘บริดจ์อีเธอเรียม’ ของโปรโตคอล เวรัส(Verus) ก็ถูกแฮ็กเพิ่มเติม ทำให้มีสินทรัพย์คริปโตถูกขโมยไปอีกประมาณ 7.5 ล้านดอลลาร์ โครงสร้างของบริดจ์ที่ต้องทำหน้าที่ ‘เชื่อมหลายบล็อกเชน’ และรวบรวมสินทรัพย์จำนวนมากไว้ในจุดเดียว ทำให้กลายเป็น ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ที่แฮ็กเกอร์เล็งเป้าอย่างต่อเนื่อง

นักสืบบนบล็อกเชนที่ใช้ชื่อว่า ‘TheCrypticWolf’ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์นี้เป็น “แค่บริดจ์อีกแห่งที่โดนแฮ็กอีกครั้ง” และหากไม่มีการยกระดับ ‘มาตรฐานความปลอดภัย’ ปัญหาในลักษณะนี้ย่อมจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ‘ความคิดเห็น’ เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า แม้ดีไฟและโปรโตคอลข้ามเชนจะช่วยเพิ่ม ‘การเชื่อมโยงสภาพคล่อง’ ระหว่างเครือข่าย แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงเชิงเทคนิคที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพรวมของเหตุการณ์ในช่วงนี้สะท้อนว่า ตลาดคริปโตกำลังถูกเขย่าจากสามแรงหลักพร้อมกัน ได้แก่ ‘ทิศทางกฎหมายและนโยบาย’ ที่ยังไม่แน่นอน ผ่านร่าง ‘CLARITY Act’ การ ‘ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม’ เมื่อผู้เล่นเก่าอย่างบิตเม็กซ์ต้องถอนตัว และ ‘ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย’ จากช่องโหว่บนบริดจ์ข้ามเชน นักลงทุนจึงจับตามองว่า หาก CLARITY Act สามารถฝ่าด่านวุฒิสภาไปได้จริง จะช่วยสร้างกรอบที่ชัดเจนเพียงใด และการถอนตัวของบิตเม็กซ์จะเร่งให้ ‘ตลาดอนุพันธ์คริปโต’ เปลี่ยนสมดุลการแข่งขันไปสู่แพลตฟอร์มรูปแบบใดในระยะต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1