ต้นเดือนกรกฎาคม ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวหลังแรงกดดันจากดอกเบี้ยผ่อนคลายลงจากข้อมูลจ้างงานสหรัฐที่อ่อนตัว แต่การรีบาวด์รอบนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่เรื่องสภาพคล่องหรือความคาดหวังเรื่องเฟดอีกต่อไป รายงานล่าสุดของ อะเลีย รีเสิร์ช(Alea Research) ชี้ว่า ตัวแปรสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีคือ ‘การกระจายการเข้าถึงผู้ใช้’ และความสามารถในการเปลี่ยนกระแสความสนใจให้เป็นรายได้จริง ไม่ว่าจะเป็นในตลาดคริปโต หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ สเตเบิลคอยน์ หรือหุ้นโทเคนไนซ์ โดยเฉพาะ บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และ โซลานา(SOL) ที่กำลังสะท้อนภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ปัจจัยที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของตลาดในสัปดาห์นี้มาจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐ รายงานระบุว่า สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.2% ส่วนอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลง 0.3 จุดมาอยู่ที่ 61.5% และตัวเลขของเดือนเมษายนกับพฤษภาคมยังถูกปรับลดรวมกันอีก 74,000 ตำแหน่ง ภาพรวมดังกล่าวทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะเดินหน้าคุมเข้มเพิ่มในเดือนกรกฎาคมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แพลตฟอร์มคาดการณ์อย่าง คาลชี(Kalshi) สะท้อนมุมมองนี้เช่นกัน โดยให้น้ำหนักว่าในการประชุมเฟดวันที่ 29 กรกฎาคม มีโอกาส 91% ที่จะคงดอกเบี้ย โอกาสขึ้นดอกเบี้ย 25 เบซิสพอยต์อยู่ที่ 8% และโอกาสลดดอกเบี้ยยังต่ำกว่า 1% อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะโล่งใจในระยะสั้น แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่หายไป
สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐรายงานว่า ดัชนี PCE พื้นฐานเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ขณะเดียวกัน จำนวนตำแหน่งงานว่างอยู่ที่ 7.6 ล้านตำแหน่ง และจำนวนการจ้างงานใหม่อยู่ที่ 5.2 ล้านตำแหน่ง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคแม้จะฟื้นตัว แต่ดัชนีคาดการณ์ยังอยู่ที่ 74.4 ซึ่งต่ำกว่าเส้นอ้างอิงที่ 80 รายงานจึงมองว่า หากตลาดต้องการเห็นการลดดอกเบี้ยจริง จำเป็นต้องมีทั้ง CPI และ PCE ที่ชะลอลงมากกว่านี้ หรือไม่ก็ต้องเห็นตลาดแรงงานเย็นลงชัดเจนกว่าเดิม
ฝั่งเอเชียเริ่มส่งสัญญาณความเปราะบางก่อนภูมิภาคอื่น แม้ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนในเดือนมิถุนายนจะกลับมายืนเหนือระดับ 50 ได้ที่ 50.3 แต่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลับถูกกดดันหนักจากแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยการร่วงลงของ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ ทำให้ตลาดต้องใช้มาตรการชะลอความผันผวนด้านฝั่งขาย รายงานมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกังวลกับการกระจุกตัวของธีมลงทุน AI ในฮาร์ดแวร์มากเกินไป
อีกปัจจัยที่ถูกจับตาคือค่าเงินดอลลาร์เทียบเยน รายงานระบุว่า หากเงินเยนอ่อนกว่า 162 เยนต่อดอลลาร์ต่อไป โดยไม่มีการแทรกแซงจริงจังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือไม่มีแรงดีดขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์สหรัฐ สินทรัพย์เสี่ยงระยะยาวที่อาศัยต้นทุนเงินทุนจากเยนอาจยังได้รับแรงหนุนต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนี Nasdaq และตลาดคริปโต โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีเบต้าสูง
ในฝั่งคริปโต การฟื้นตัวช่วงปลายสัปดาห์เกิดขึ้นตามแรงผ่อนคลายเรื่องดอกเบี้ยและข้อมูลแรงงาน แต่ ‘คุณภาพ’ ของการรีบาวด์ในแต่ละสินทรัพย์แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับ บิตคอยน์(BTC) รายงานระบุว่า ETF สปอตในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิ 219.4 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 กรกฎาคม และไหลออกอีก 40.4 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 2 กรกฎาคม ภาพนี้ทำให้การเด้งของ บิตคอยน์(BTC) ดูเหมือนเป็นการซื้อเชิงกลยุทธ์ระยะสั้นมากกว่าจะเป็นรอบสะสมจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง
ฝั่ง อีเธอเรียม(ETH) กลับดูดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ETF สปอตของ อีเธอเรียม(ETH) ในสหรัฐมีเงินไหลเข้าสุทธิ 36.6 ล้านดอลลาร์ และ 29.7 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน หากพิจารณาเฉพาะกระแสเงินจาก ETF จะเห็นว่าสถาบันยังให้ความสนใจ อีเธอเรียม(ETH) อย่างมั่นคงกว่าบิตคอยน์ในจังหวะนี้ นอกจากนี้ มูลนิธิอีเธอเรียมยังเผยแพร่คู่มือ “Ethereum for Governments and Institutions” ขณะที่ CACEIS บริษัทโครงสร้างพื้นฐานการเงินจากฝรั่งเศสเปิดตัวสเตเบิลคอยน์ยูโร EURXT บนเครือข่ายอีเธอเรียม สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า อีเธอเรียม(ETH) กำลังมีบทบาทเด่นขึ้นในฐานะเลเยอร์หลักของระบบชำระเงิน การโทเคนไนซ์ และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบสถาบัน
ส่วน โซลานา(SOL) กำลังเดินเกมเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองให้ใกล้ชิดกับภาคสถาบันมากขึ้นผ่านการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมและธรรมาภิบาลบนเชน ข้อเสนอใหม่กำหนดให้ต้องสเตก 100,000 SOL เพื่อเริ่มต้นข้อเสนอ และยังตั้งเกณฑ์การลงมติไว้สูงขึ้น เป็นการผูกทุนเข้ากับอำนาจกำกับดูแลมากกว่าเดิม โดยเฉพาะข้อเสนอ SIMD-547 ที่จะนำค่าธรรมเนียมแบบอิงทรัพยากรมาใช้ตามปริมาณการประมวลผลและปริมาณข้อมูล พร้อมเผาค่าธรรมเนียม 100% หากกิจกรรมบนเครือข่ายหนุนต่อเนื่อง ปริมาณเหรียญที่ถูกเผาต่อวันอาจเพิ่มจากราว 648 SOL ไปสู่ช่วง 10,800 ถึง 64,800 SOL ได้
อีกโปรเจกต์ที่รายงานให้ความสำคัญคือ ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid) ซึ่งถูกยกให้เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสัญญาฟิวเจอร์สแบบเพอร์เพชชวล ตลอด 30 วันที่ผ่านมา แพลตฟอร์มมีปริมาณซื้อขาย 245.2 พันล้านดอลลาร์ มีสถานะคงค้าง 9.26 พันล้านดอลลาร์ เก็บค่าธรรมเนียมได้ 78.13 ล้านดอลลาร์ และสร้างรายได้ 57.4 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ VALR ซึ่งเป็นเว็บเทรดที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุดของแอฟริกา เตรียมนำตลาดเพอร์เพชชวลของไฮเปอร์ลิควิดกว่า 200 คู่มาใช้งาน และยังมีแผนเชื่อมข้อมูลกับ TradingView อีกด้วย รายงานมองว่า ไฮเปอร์ลิควิดอาจขยายบทบาทจากการเป็นเพียงกระดานเทรดเนทีฟ ไปสู่การเป็นเลเยอร์ด้านสภาพคล่องและการชำระราคาสำหรับตลาดที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบได้ในอนาคต
ในตลาดกู้ยืม DeFi รายงานเปรียบเทียบกลยุทธ์ที่ต่างกันชัดเจนระหว่าง เอฟ(Aave) และ มอร์โฟ(Morpho) ฝั่ง เอฟ(Aave) เน้นโมเดลสะสมมูลค่าให้โทเคนผ่าน Aavenomics 3.0 การซื้อคืนอัตโนมัติ และการลดรายจ่ายของ DAO ปัจจุบันโปรโตคอลสร้างรายได้ราว 402 ล้านดอลลาร์ และมีค่าธรรมเนียมสะสมเกิน 2.21 พันล้านดอลลาร์แล้ว อีกทั้งตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 มีการซื้อ AAVE กลับมากกว่า 205,000 โทเคน คิดเป็นผลกระทบเชิงเผาหรือดึงอุปทานกลับประมาณ 1.28% ของอุปทานทั้งหมด
ขณะที่ มอร์โฟ(Morpho) เลือกใช้กลยุทธ์ ‘การกระจายการเข้าถึง’ มากกว่า โมเดล Robinhood Earn ถูกสร้างบน Morpho Vaults และยังได้รับการประเมินเชิงบวกจาก สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในแง่ศักยภาพการเติบโตระยะยาว หากมองจากมุมผู้ถือโทเคน เอฟ(Aave) มีจุดเด่นเรื่องการจับมูลค่าที่ชัดเจน ส่วน มอร์โฟ(Morpho) เด่นด้านการขยายช่องทางผู้ใช้ รายงานมองว่านี่เป็นสัญญาณว่า การแข่งขันใน DeFi ไม่ได้วัดแค่เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่รวมถึงคำถามว่าแพลตฟอร์มใดเข้าไปฝังตัวอยู่ในระบบนิเวศการเงินได้ลึกกว่ากัน
ประเด็นที่รายงานย้ำหนักที่สุดคือเรื่อง ‘การกระจายการเข้าถึง’ หรือ distribution โดยเฉพาะบทบาทของ โรบินฮูด(HOOD) ที่กำลังรวมบล็อกเชนของตัวเอง หุ้นโทเคนไนซ์ ระบบซื้อขายแบบเอเยนต์ ผลิตภัณฑ์ฝาก DeFi และสัญญาเพอร์เพชชวลไว้ในประสบการณ์ใช้งานเดียว Stock Tokens ของบริษัทเปิดให้ใช้งานแล้วในกว่า 120 ประเทศ และเมื่อจับคู่กับผลิตภัณฑ์ Earn ที่ใช้ Morpho กับตลาดเพอร์เพชชวลที่สร้างบนโครงสร้างของรายอื่น ระบบนิเวศของโรบินฮูดก็กำลังขยายจุดเชื่อมระหว่างคริปโตกับการเงินดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว
ในกลุ่มสเตเบิลคอยน์ รายงานชี้ไปที่ OUSD ของ Open Standard ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดลใหม่ OUSD เสนอการออกและไถ่ถอนโดยไม่มีค่าธรรมเนียม เปิดให้พาร์ตเนอร์แบ่งรายได้จากผลตอบแทนสำรอง และรองรับธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วมจากเครือข่ายพันธมิตร รายชื่อผู้เข้าร่วมมีมากกว่า 140 องค์กร รวมถึง สไตรป์, คอยน์เบส, วีซา, มาสเตอร์การ์ด, แบล็กร็อก, กูเกิล, ช้อปปิฟาย, โซลานา และ เอฟ(Aave) รายงานจึงมองว่า สเตเบิลคอยน์กำลังเปลี่ยนจากโมเดลที่ผู้ออกเหรียญกินผลประโยชน์แบบผูกขาด ไปสู่เกมที่ ‘ใครมีเครือข่ายกระจายการใช้งานแข็งแรงกว่าก็มีโอกาสชนะ’
ในมุมนี้ USDC และ เซอร์เคิล(CRCL) อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ เทเธอร์(USDT) ยังดูมีแนวป้องกันดีกว่า เพราะมีฐานสภาพคล่องในเว็บเทรดและอิทธิพลในตลาดต่างประเทศที่แข็งแรงกว่า
ข้อความเดียวกันยังสะท้อนไปถึงหุ้น AI ของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น เอ็นวิเดีย(NVDA), เมตา(META), ไมโครซอฟท์(MSFT), อเมซอน(AMZN) และ กูเกิล ที่ยังเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก แต่ตลาดเริ่มถามมากขึ้นว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนั้นจะเปลี่ยนเป็นรายได้และกระแสเงินสดอิสระได้จริงเมื่อใด แผนของเมตาในการขายกำลังประมวลผล AI ส่วนเกินถือเป็นทั้งปัจจัยบวกและสัญญาณว่าการแข่งขันด้านอุปทานระหว่างไฮเปอร์สเกลเลอร์กำลังรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งแรงกดดันต่อหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI บางรายอย่าง CoreWeave และ Nebius
ท้ายที่สุด ตลาดคริปโตก็เผชิญคำถามเดียวกัน การมีเรื่องเล่าที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป สินทรัพย์อย่าง บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และ โซลานา(SOL) อาจฟื้นตัวได้จากแรงหนุนของภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง แต่หากไม่มีข้อมูลการใช้งานจริงหรือกระแสเงินทุนที่ยืนยันแนวโน้มดังกล่าว การรีบาวด์ก็อาจเป็นเพียงการดีดกลับชั่วคราว
ความคิดเห็น รายงานของ อะเลีย รีเสิร์ช(Alea Research) สะท้อนภาพที่น่าสนใจมากว่า ตลาดกำลังให้คุณค่ากับ ‘การกระจายการเข้าถึง’ และ ‘รายได้ที่ยั่งยืน’ มากกว่าเรื่องเล่าที่สวยงาม นักลงทุนอาจยังรับความเสี่ยงได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะถัดไป ผู้ชนะน่าจะเป็นแพลตฟอร์มหรือสินทรัพย์ที่ดึงผู้ใช้เข้ามาได้จริง เปลี่ยนกิจกรรมเหล่านั้นเป็นรายได้ และส่งต่อมูลค่ากลับไปยังโทเคนหรือผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้การฟื้นตัวของ บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และ โซลานา(SOL) จากนี้ จะถูกตัดสินด้วยคุณภาพของการใช้งานจริงมากกว่าความหวังในเชิงมหภาคเพียงอย่างเดียว
ความคิดเห็น 0