THE JUDGE ARCHIVE-LAB LIMITED เดินหน้าผลักดันโปรเจ็กต์ระดับโลก เพื่อนำ "อี้ซิง จื๋อซาหัว" งานกาแฟโบราณจากเมืองอี้ซิงที่มีประวัติยาวนานกว่า 500 ปี มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โปรเจ็กต์นี้ใช้การสแกนความละเอียดสูงร่วมกับระบบยืนยันตัวตนบนพื้นฐาน ‘คริปโตกราฟี’ เพื่อวางมาตรฐานใหม่ให้กับ ‘สินทรัพย์ในโลกจริง (RWA)’ ที่ต้องการผสานระหว่างงานศิลป์เชิงประวัติศาสตร์กับเทคโนโลยีบล็อกเชนยุคใหม่
ศูนย์กลางของโปรเจ็กต์อยู่ที่ผลงานที่ถูกเรียกว่า ‘เจเนซิส No.001’ ซึ่งได้รับการสแกนด้วยกล้องฮัสเซลบลาด(Hasselblad) ความละเอียด 100 ล้านพิกเซล เพื่อเก็บข้อมูลเชิงดิจิทัลแบบถาวร จุดมุ่งหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเก็บภาพหรือเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ต้องการ ‘จัดโครงสร้างข้อมูลของสายสกุล 500 ปี’ ให้กลายเป็นดาต้าที่ตรวจสอบได้ ทำให้โปรเจ็กต์นี้วางอยู่ในจุดตัดระหว่าง ‘งานศิลปะเชิงกายภาพ’ กับ ‘ระบบบันทึกบนบล็อกเชน’ ที่ตลาด ‘RWA’ กำลังจับตา
‘ความคิดเห็น’ โปรเจ็กต์นี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ RWA ที่ไม่ได้โฟกัสแค่การนำโฉนดหรือพันธบัตรขึ้นบล็อกเชน แต่ขยายไปสู่มรดกทางวัฒนธรรมที่มี “เวลา” และ “สายสืบทอด” เป็นส่วนหนึ่งของตัวสินทรัพย์
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) จากเอกสารโปรเจ็กต์ ระบุว่า เฟรมเวิร์กของ THE JUDGE ARCHIVE-LAB ถูกสร้างขึ้นบนฐานการรับรองจากสถาบันและแวดวงวิชาการ 5 ภาคส่วน รวมถึงคลังงานเคลย์สตูดิโอที่เชื่อมต่อกับระบบเก็บข้อมูล Ehive, สมาคมเซรามิกนานาชาติ(IAC) และนิตยสารเซรามิกมืออาชีพจากสหรัฐ ‘Ceramics Monthly’ ซึ่งร่วมกันช่วยวางมาตรฐานด้านที่มา การจัดเก็บ และการตีความเชิงประวัติศาสตร์
ศิลปินผู้สร้างผลงานหลักของโปรเจ็กต์คือ ลั่ว เสี่ยวผิง(Luo Xiaoping) สมาชิกเต็มรูปแบบของสมาคมเซรามิกนานาชาติ(IAC) ผลงานของเขาถูกจัดเก็บแบบถาวรในทำเนียบขาวสหรัฐและพิพิธภัณฑ์อาเรียนาในสวิตเซอร์แลนด์ นักวิจารณ์ โจนาธาน เมน–เวโอกี(Jonathan Mane-Wheoki) เคยประเมินงานของลั่วว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงศิลปะที่รื้อถอนสถานะของ ‘วัตถุใช้งานได้’ แล้วสร้างความหมายใหม่” สะท้อนแนวทางที่ไม่หยุดแค่การอนุรักษ์ของเก่า แต่ใช้วิธี “ถอดองค์ประกอบ” แล้วให้คุณค่าทางศิลป์รูปแบบใหม่กับวัตถุที่เคยถูกมองว่ามีแค่หน้าที่ใช้งาน
ตั้งแต่งานนิทรรศการที่เมืองโอ๊คแลนด์ในปี 1999 ลั่ว เสี่ยวผิง ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่นำ ‘เครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม’ มาแปลความใหม่ด้วยภาษาเชิงรูปทรงแบบร่วมสมัย นักวิจารณ์จำนวนมากจึงจัดวางงานของเขาไว้ในกรอบ ‘การจัดวางซ้ำ (Re-situating)’ มากกว่าการ ‘บูรณะ (Restoration)’ ทำให้มูลค่าทางวัฒนธรรมของชิ้นงานถูกอ่านใหม่ในบริบทโลกปัจจุบัน
ในเชิงเทคโนโลยี THE JUDGE ARCHIVE-LAB นำ ‘TDP เฟรมเวิร์ก’ เข้ามาใช้สำหรับโปรเจ็กต์นี้ โดยกำหนดให้เป็นโครงสร้าง ‘ยูทิลิตีโปรโตคอลคีย์’ ที่ไม่รับฝาก (non-custodial) และไม่แบ่งเป็นหน่วยย่อย (non-fractional) ใช้สำหรับการ ‘ระบุ (Identify)’, ‘บันทึก (Record)’ และ ‘ตรวจสอบ (Verify)’ ตัวสินทรัพย์ในโลกจริงที่เกี่ยวข้องกับผลงานศิลป์
แกนสำคัญคือ ‘TDP’ ถูกออกแบบไม่ให้มีลักษณะคล้ายสินทรัพย์การลงทุนหรือหลักทรัพย์โดยตรง ทีมโปรเจ็กต์ระบุชัดเจนว่าโครงสร้างนี้ไม่มีองค์ประกอบด้าน ‘สัดส่วนความเป็นเจ้าของ’, ‘ส่วนแบ่งรายได้’ หรือ ‘สิทธิในการลงทุน’ ทำให้ตีความได้ยากในกรอบ ‘ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน’ หรือ ‘โทเค็นที่มีลักษณะเป็นหลักทรัพย์’
‘ความคิดเห็น’ การกำหนดขอบเขตแบบนี้ เป็นการรับมือเชิงรุกต่อประเด็น ‘ความเป็นหลักทรัพย์ (securities)’ ที่กำลังร้อนแรงในตลาด RWA ทั่วโลก โดยเฉพาะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและทรัพย์สินมีมูลค่าสูง ซึ่งมักถูกตรวจสอบว่าเข้าข่ายเสนอขายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) โปรเจ็กต์เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เปิดกระบวนการยื่นข้อเสนอ(RFP) ต่อสื่อระดับนานาชาติและพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจากหลายประเทศ เพื่อเข้าร่วมในเฟสต่อไปของ ‘TDP โค้ด’ โครงการนี้จะคัดเลือกพาร์ตเนอร์จากความสามารถในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพสูงและคอนเทนต์ดิจิทัลเชิงลึกที่สามารถรองรับมาตรฐานไฟล์ภาพและข้อมูลเชิงเทคนิคของโปรเจ็กต์
โปรเจ็กต์กำหนดให้ ‘ไฟล์ภาพไร้การบีบอัดขนาด 19MB’ เป็นมาตรฐานเทคนิคหลักสำหรับการจัดทำคอนเทนต์ ทุกสถาบันหรือบริษัทที่เข้าร่วมต้องพัฒนาสื่อบนฐานไฟล์ชุดเดียวกันเพื่อรักษา ‘ความละเอียด’, ‘ความสม่ำเสมอของสี’ และ ‘ความเที่ยงตรงของรายละเอียด’ ถือเป็นความพยายามยกระดับการเก็บถาวรเชิงดิจิทัลให้ใกล้เคียงสภาพวัตถุจริงมากที่สุด
ในมุมมองของตลาดคริปโตและ RWA กรณีของ THE JUDGE ARCHIVE-LAB ถือเป็นสัญญาณว่าตลาด ‘สินทรัพย์ในโลกจริง’ กำลังค่อยๆ ขยายจากอสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร และหนี้สินดั้งเดิม ไปสู่ ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศิลปะ’ ที่มีความซับซ้อนด้านประวัติศาสตร์และสายสืบทอดมากกว่าเดิม โปรเจ็กต์นี้ไม่ได้เน้นแค่การ ‘โทเคนไนซ์’ แต่ให้ความสำคัญกับการตรึง ‘แหล่งที่มา (provenance)’ และ ‘ความแท้ (authenticity)’ ด้วยกลไกดิจิทัลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
‘ความคิดเห็น’ หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นต้นแบบให้พิพิธภัณฑ์ มูลนิธิศิลปะ และผู้ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมในหลายประเทศ เริ่มสำรวจแนวทางแปลงทรัพย์สินทางวัฒนธรรมให้เป็น ‘ดิจิทัลแอสเซต’ ที่ทั้งระบบนิเวศคริปโตและสถาบันดั้งเดิมสามารถยอมรับร่วมกัน
ท้ายที่สุด โปรเจ็กต์ของ THE JUDGE ARCHIVE-LAB แสดงให้เห็นว่าการผสานระหว่างศิลปะดั้งเดิมอายุเกือบครึ่งสหัสวรรษ กับเทคโนโลยีบล็อกเชนและโครงสร้างตรวจสอบเชิงคริปโต สามารถเดินหน้าไปได้ไกลกว่าการเป็นเพียงงานสะสมหรือ NFT เชิงภาพ หลายฝ่ายจึงจับตาว่า ในระยะถัดไป ‘มรดกทางวัฒนธรรม’ ประเภทอื่นๆ จะถูกนำเข้าสู่ระบบดิจิทัลในรูปแบบ RWA มากขึ้นเพียงใด และจะเปิดพื้นที่ใหม่ให้ตลาดคริปโตเชื่อมต่อกับโลกศิลปะและประวัติศาสตร์ได้ลึกแค่ไหน
ความคิดเห็น 0