อินเดียเดินหน้าปิดช่องว่าง ‘กฎระเบียบคริปโต’ ล่าสุดคณะกรรมาธิการการคลังของสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้ใช้กลไก ‘องค์กรกำกับดูแลตนเองของอุตสาหกรรม’ หรือ SRO เป็นกรอบ ‘กำกับชั่วคราว’ แทนการรีบนำสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดเข้าไปอยู่ใต้กฎหมายฉบับใหญ่ทันที แนวทางนี้สะท้อนว่าทิศทางกำกับดูแล ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ของอินเดียเริ่มชัดขึ้น โดยรัฐต้องการ ‘ควบคุมตลาดก่อน ระหว่างร่างกฎหมายหลัก’ มากกว่าปล่อยให้เป็นพื้นที่สีเทาไร้กฎเกณฑ์
เมื่อวันที่ 23 รายงานฉบับที่ 36 เกี่ยวกับ ‘ร่างกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ 2025’ ที่ยื่นต่อสภาฯ ระบุว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่า ‘คริปโตทั้งหมดไม่ควรถูกรวมอยู่ภายใต้กรอบข้อบังคับเดียวกัน’ แต่ควรใช้เกณฑ์ที่ต่างกันตามลักษณะของสินทรัพย์ กล่าวคือ สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง ‘บิตคอยน์(BTC)’ และโทเคนรูปแบบอื่นไม่อาจถูกปฏิบัติอย่างเดียวกันทั้งหมด บางประเภทควรถูกจัดเป็น ‘หลักทรัพย์’ บางประเภทมีลักษณะเป็น ‘ตราสารอนุพันธ์’ ขณะที่บางกลุ่มอาจจำเป็นต้องมี ‘หมวดกฎระเบียบเฉพาะ’ แยกต่างหาก
‘คำจำกัดความทางกฎหมาย’ ของ ‘สินทรัพย์ดิจิทัลเสมือน (Virtual Digital Assets: VDA)’ ก็ถูกยกให้เป็นงานเร่งด่วน คณะกรรมาธิการระบุว่ารัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ‘คริปโตที่เป็นผลิตภัณฑ์ลงทุน’, ‘โทเคนที่เป็นหลักทรัพย์(tokenized securities)’ และ ‘โทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์(tokenized assets)’ ที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มในประเทศจะถูกกำกับด้วยกฎใดบ้างในอนาคต
รายงานยังชี้ถึงจุดเปราะบางของกรอบกฎหมายปัจจุบันว่า สินทรัพย์ดิจิทัลรวมถึง ‘ก๊าซวลทรัพย์ดิจิทัล’ ในอินเดียตอนนี้ แทบจะ ‘ไม่มีกรอบกำกับดูแล’ เลยนอกจากเรื่อง ‘ภาษี’, ‘การป้องกันการฟอกเงิน(AML)’ และ ‘ภาระการรายงานต่อหน่วยงานรัฐ’ เท่านั้น หมายความว่า ‘โครงสร้างการกำกับเหนือกว่ามิติภาษีและ AML ยังไม่ถูกสร้างขึ้น’
แนวคิดใช้ SRO ในคริปโตครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังคณะกรรมาธิการหารือกับธนาคารกลางอินเดีย(RBI), กรมสรรพากร, สำนักงานศูนย์บริการการเงินนานาชาติ(IFSCA), ผู้บริหารตลาดซื้อขายคริปโต และตัวแทนอุตสาหกรรมเป็นเวลาหลายเดือน พร้อมทั้งนำรูปแบบกำกับจาก ‘อังกฤษ, สิงคโปร์, สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป’ มาเปรียบเทียบ ก่อนสรุปว่า ‘อินเดียไม่ควรรอจนกว่ากฎหมายครอบคลุมจะเสร็จสมบูรณ์ จึงค่อยเริ่มกำกับดูแล’ แต่ควรใช้ ‘การกำกับแบบค่อยเป็นค่อยไป’ ผ่าน SRO เป็นสะพานเชื่อม
โครงสร้างที่ถูกมองว่าเป็นไปได้มากที่สุด คือให้องค์กรกำกับดูแลตนเองของภาคเอกชนรับบทผู้ดูแลการปฏิบัติงานจริง ขณะที่ด้านบนมีหน่วยงานรัฐอย่าง ‘คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อินเดีย(SEBI)’ หรือ ‘ธนาคารกลางอินเดีย(RBI)’ ทำหน้าที่เป็น ‘หน่วยงานกำกับสูงสุดที่กำหนดกรอบ’ หากโมเดลนี้ถูกนำมาใช้ ‘SRO’ จะเป็นผู้จัดทำมาตรฐานสำคัญ เช่น ‘ธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการ’, ‘หลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล’, ‘มาตรฐานคุ้มครองผู้ลงทุน’ และ ‘กลไกระงับข้อพิพาท’
ข้อเสนอ SRO ครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณบวก’ ต่อ ‘ตลาดคริปโตอินเดีย’ เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มเอาสินทรัพย์ดิจิทัล ‘เข้าอยู่ในกรอบกฎระเบียบ’ แทนการปล่อยให้อยู่ในสภาพคลุมเครือ โดยเฉพาะผู้ให้บริการ ‘ศูนย์ซื้อขายคริปโต’ และธุรกิจ ‘โทเคนในรูปแบบผลิตภัณฑ์การเงิน’ จะเริ่มประเมินได้ดีขึ้นว่ากฎในอนาคตจะเคลื่อนไปทิศทางไหน
แต่ต้องเน้นว่านี่เป็นเพียง ‘เฟรมเวิร์กกำกับชั่วคราว’ ยังไม่ใช่กฎหมายถาวร จุดชี้ขาดจะอยู่ที่รัฐบาลอินเดียจะวางเส้นแบ่งอย่างไร ว่า ‘สินทรัพย์ใดจะถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ภายใต้ SEBI’ และ ‘สินทรัพย์ใดจะถูกแยกเป็นหมวดเฉพาะพร้อมข้อกำกับต่างหาก’ ผลลัพธ์จะส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบธุรกิจ, ภาระกำกับ, และต้นทุนการปฏิบัติตามกฎของผู้เล่นในตลาด
‘ความคิดเห็น’ ท้ายสุด แนวทางของอินเดียสะท้อนเทรนด์ใหม่ของประเทศขนาดใหญ่ที่ไม่เดินไปสุดทางแบบ ‘ห้ามคริปโต’ หรือ ‘ปล่อยเสรี’ แต่พยายามสร้าง ‘โครงสร้างกำกับตามลักษณะสินทรัพย์’ ควบคู่กับการดึงอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมผ่าน ‘SRO’ สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ นี่อาจไม่ใช่ข่าวคริปโตแบบสายบวกสุดโต่ง แต่ถือเป็นพัฒนาการที่ช่วยลด ‘ความไม่แน่นอนเชิงกฎระเบียบ’ และเป็นฐานให้กฎหมายครอบคลุมในอนาคตเดินหน้าได้เร็วขึ้นและขัดแย้งน้อยลง
ความคิดเห็น 0