แม้แรงกดดันจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังใช้นโยบายเข้มงวด ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และผลประกอบการบริษัทคริปโตที่อ่อนแอจะถาโถมพร้อมกัน แต่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังยืนเหนือระดับ 64,000 ดอลลาร์ได้ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง สะท้อนว่าตลาดคริปโตเริ่มเคลื่อนไหวต่างจากสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมบางส่วน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลวิเคราะห์ที่ ‘คอยน์ฟีด(CoinFeed)’ รวบรวมชี้ว่า เบื้องหลังการรีบาวด์ครั้งนี้ยังมีแรงกดทับจากเงินสถาบันที่ชะลอลง กำไรภาคธุรกิจที่ถดถอย และความไม่แน่นอนด้านกฎหมาย ทำให้ยากจะสรุปว่าเป็นสัญญาณกลับตัวอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ หรือ FOMC มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% นับเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 หลังเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลคือมีกรรมการ 3 คนลงมติสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) ย้ำเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% อีกครั้ง ส่งผลให้ท่าที ‘สายเหยี่ยว’ ของเฟดกลับมาเป็นประเด็นหลักในตลาด
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโกยังสะท้อนว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนกันยายนถูกประเมินไว้ที่ 59% ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังหนุนให้ราคาน้ำมันฟื้นตัว และปลุกความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง เพราะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมักทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มคงนโยบายเข้มงวดนานขึ้น
แม้ปัจจัยมหภาคจะไม่เป็นใจ แต่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ กลับขยับขึ้นจาก 63,959 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 64,806 ดอลลาร์ตามข้อมูลช่วงเช้าวันก่อนหน้า ด้าน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ซื้อขายที่ 1,924 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 1% เช่นเดียวกับ ‘ริปเปิล(XRP)’ และ ‘โซลานา(SOL)’ ที่บวก 1.10% และ 1.55% ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตยังมีแรงซื้อคอยพยุง แม้บรรยากาศภายนอกจะยังเปราะบาง
มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 58,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนอัตราครองตลาดของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ อยู่ที่ 56.6% และดัชนีความกลัวและความโลภอยู่ที่ระดับ 28 ซึ่งยังอยู่ในโซน ‘ความกลัว’ อย่างชัดเจน ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแม้ราคาจะกระเตื้องขึ้น แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังฟื้นไม่เต็มที่
แรงหนุนสำคัญของการดีดตัวระยะสั้นมาจากตลาดอนุพันธ์มากกว่าตลาดสปอต โดยมีสถานะขายหรือชอร์ตถูกบังคับปิดรวมราว 92.3 ล้านดอลลาร์ในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ปรับขึ้นแรงขึ้น แต่การฟื้นตัวลักษณะนี้ยังถูกมองว่าเป็นเพียงแรงดีดทางเทคนิคจากการล้างโพสิชัน มากกว่าจะเป็นสัญญาณซื้อเชิงโครงสร้าง
สัญญาณจากเงินทุนสถาบันก็ยังไม่แข็งแรงนัก เพราะยอดเงินไหลเข้าสุทธิรายเดือนของกองทุน ETF สปอต ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่เพียง 205 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นระดับต่ำสุดรายเดือนนับตั้งแต่เปิดตัวกองทุน นั่นหมายความว่า แม้ราคาจะพยายามประคองตัว แต่แรงซื้อจากผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่กลับมาเต็มที่
ด้านข้อมูลออนเชนยังให้ภาพที่คละกัน ฮูลิโอ โมเรโน(Julio Moreno) นักวิเคราะห์ออนเชนระบุว่า ปริมาณขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงตลอดปีนี้อยู่ที่ 136,000 BTC เท่านั้น ซึ่งยังห่างจากระดับ 1.3-3.7 ล้าน BTC ที่มักพบในช่วงตลาดทำจุดต่ำสุดของวัฏจักรก่อนหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง มูลค่าตลาดที่เกิดขึ้นจริงของผู้ถือระยะสั้นลดลง 62% จากจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน ซึ่งมีความคล้ายกับช่วงก่อนเกิดแรงเทขายขั้นสุดท้ายในอดีต
นั่นทำให้ตลาดตอนนี้อยู่ในจุดที่ตีความได้สองทาง คือยังเร็วเกินไปจะฟันธงว่าทำจุดต่ำสุดแล้ว แต่ก็อาจแปลได้เช่นกันว่าตลาดกำลังค่อยๆ ดูดซับแรงขายแบบยอมจำนนจากนักลงทุนบางส่วนอยู่ ‘ความคิดเห็น’ หากดูจากโครงสร้างข้อมูลตอนนี้ การรีบาวด์จะยั่งยืนหรือไม่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปริมาณซื้อขาย ทิศทางเงิน ETF และระดับการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงในช่วงถัดไป
ในฝั่งบริษัทจดทะเบียน ภาพรวมยังไม่สดใส บริษัท สแตรทิจี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือ ‘บิตคอยน์(BTC)’ รายใหญ่ รายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2 ที่ 8.22 พันล้านดอลลาร์ พลิกจากกำไรสุทธิ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่า ‘บิตคอยน์(BTC)’ ราว 8.3 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันบริษัทถือครองอยู่ 843,775 BTC ทำให้เมื่อตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่ ความผันผวนของกำไรขาดทุนยิ่งเพิ่มสูง
ขณะที่ คอยน์เบส รายงานรายได้ไตรมาส 2 ที่ 1.22 พันล้านดอลลาร์ และขาดทุนสุทธิ 359 ล้านดอลลาร์ รายได้ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน และยังต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ราคาหุ้นในการซื้อขายนอกเวลาปรับลดลง 5% ทันที สะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของธุรกิจแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ที่เมื่อปริมาณซื้อขายลดลง กำไรก็หดตัวตามอย่างรวดเร็ว
ฝั่ง ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ยังถูกมองว่ามีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรงกว่าเหรียญทางเลือกหลายตัว ปัจจุบันราคาอยู่แถว 1,920 ดอลลาร์ ฟื้นขึ้นราว 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมิถุนายน อีกปัจจัยที่ช่วยพยุงคือ 33% ของอุปทานทั้งหมดถูกนำไปสเตกกิ้ง ทำให้เหรียญหมุนเวียนในตลาดลดลง และช่วยจำกัดแรงขายในระบบ นักลงทุนบางส่วนจึงยังมองว่าระดับ 2,000 ดอลลาร์มีโอกาสถูกทดสอบได้อีกครั้ง โดยในเดือนกรกฎาคม กองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ มีเงินไหลเข้า 342.9 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความสนใจจากสถาบันเริ่มดีขึ้น
สำหรับ ‘ริปเปิล(XRP)’ ความเสี่ยงสำคัญยังไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ปัจจัยด้านกฎหมาย ขณะนี้ราคายังแกว่งในกรอบ 1.06-1.11 ดอลลาร์ โดยตลาดจับตาการพิจารณากฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของวุฒิสภาสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย Clarity ก่อนช่วงปิดสมัยประชุมฤดูร้อน เจพีมอร์แกนประเมินโอกาสที่กฎหมายจะผ่านไว้ที่ 37% หากไม่ผ่าน ตลาดบางส่วนมองว่า ‘ริปเปิล(XRP)’ อาจมีโอกาสถอยลงไปทดสอบโซน 0.80 ดอลลาร์ได้ แม้ในด้านกิจกรรมเครือข่ายจะยังมีการเคลื่อนไหวของ RLUSD มูลค่าราว 4.2 พันล้านดอลลาร์บน XRP Ledger ก็ตาม
ส่วน ‘โซลานา(SOL)’ เป็นหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจ เพราะราคายังอยู่แถว 74 ดอลลาร์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลราว 75% แต่กองทุน ETF สปอตที่อ้างอิง ‘โซลานา(SOL)’ ในสหรัฐฯ กลับมีเงินไหลเข้าตลอดทุกวันทำการในเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันบางส่วนยังใช้จังหวะอ่อนตัวสะสมสินทรัพย์ระยะยาว ท่ามกลางภาวะที่อัลต์คอยน์ส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ ความแตกต่างของกระแสเงินลงทุนจึงเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างสินทรัพย์ที่ยังมีเรื่องราวรองรับกับสินทรัพย์ที่ขาดแรงหนุน
โดยรวมแล้ว ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้าน คือท่าทีเข้มงวดของเฟดและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ผลประกอบการที่อ่อนแอของบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโต และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นกฎหมายที่กระทบต่อ ‘ริปเปิล(XRP)’ และอัลต์คอยน์อื่นๆ
ถึงอย่างนั้น การที่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังยืนเหนือ 64,000 ดอลลาร์ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ยังรักษาความหวังในการกลับขึ้นไปเหนือ 2,000 ดอลลาร์ได้ ก็เป็นสัญญาณว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะเสียทรงเต็มรูปแบบ แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ซึ่งสภาพคล่องมักบางลง ความผันผวนสามารถเพิ่มขึ้นได้ง่าย และหากมีการปิดสถานะเลเวอเรจเพิ่ม ก็อาจนำไปสู่การแกว่งตัวแรงแบบลูกโซ่
แนวรับสำคัญของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังอยู่ที่ 64,000 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านถัดไปอยู่แถว 65,000 ดอลลาร์ หากยังไม่สามารถทะลุกรอบนี้ได้อย่างชัดเจน โมเมนตัมการฟื้นตัวอาจยังจำกัดอยู่ในระยะสั้น สุดท้ายแล้ว การรีบาวด์รอบนี้อาจเป็นเพียงบททดสอบความแข็งแกร่งของตลาดท่ามกลางข่าวลบ มากกว่าจะเป็นการยืนยันว่าขาขึ้นรอบใหม่เริ่มต้นแล้ว นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งราคา กระแสเงิน ETF ข้อมูลออนเชน และความคืบหน้าด้านนโยบายไปพร้อมกัน ไม่ใช่มองเพียงการดีดตัวของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ อย่างเดียว
ความคิดเห็น 0