ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด, Fed) ในเดือนกันยายน โดยตลาดสะท้อนโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนกลับมาอยู่ที่ประมาณ 52% สูงกว่าครึ่งหนึ่งอีกครั้ง
เจพีมอร์แกน(JPMorgan) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่า “สหรัฐฯ รอดพ้นจากสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกระสุนนัดร้าย ซึ่งเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” และเสริมว่า “ตอนนี้ตลาดจะจับตาดูว่าจะมีหลักฐานที่แสดงว่าเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หรือจะเกิดภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวอีกครั้ง” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าเจพีมอร์แกนมองตัวเลข CPI เดือนกรกฎาคมเป็นจุดชี้ขาดทิศทางเงินเฟ้อในระยะถัดไป
นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ว่า CPI เดือนกรกฎาคมจะเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
CPI คือดัชนีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนสหรัฐฯ ซื้อ ส่วน CPI พื้นฐานจะตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนสูงออกไป เพื่อใช้ติดตามแรงกดดันเงินเฟ้อที่เป็นแนวโน้มพื้นฐานจริง ๆ
ในการประกาศตัวเลขครั้งนี้ ตัวเลขที่ถูกจับตาเป็นพิเศษไม่ใช่แค่ดัชนีโดยรวม แต่รวมถึงอัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนของราคาพื้นฐานด้วย แม้ราคาผู้บริโภคโดยรวมจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน แต่หากราคาพื้นฐานยังทรงตัวในระดับสูง ก็อาจตีความได้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย
เจพีมอร์แกนประเมินในรายงานฉบับเดียวกันว่ามีโอกาสประมาณ 40% ที่ CPI พื้นฐานจะเพิ่มขึ้น 0.2~0.25% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และระบุว่าหากเป็นเช่นนั้น ดัชนี S&P500 อาจปรับขึ้น 0.25~0.75%
ตัวเลขคาดการณ์นี้เป็นเพียงสถานการณ์จำลองปฏิกิริยาตลาดหุ้นในกรณีที่ผล CPI ออกมาตามที่ระบุเท่านั้น ทิศทางตลาดจริงอาจแตกต่างไปตามส่วนต่างระหว่างตัวเลขจริงกับตัวเลขคาดการณ์ การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้ารายหมวด และการปรับความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ตามข้อมูลของซีเอ็มอี กรุ๊ป(CME Group) เครื่องมือ FedWatch สะท้อนโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 52% ก่อนหน้านี้หลังตัวเลขการจ้างงานเดือนกรกฎาคมชะลอตัวลง โอกาสดังกล่าวเคยลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 44% แต่กลับปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
FedWatch คำนวณความน่าจะเป็นในการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของเฟดตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยอ้างอิงจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยกองทุนกลาง (Fed Funds Futures) ตัวเลขนี้ไม่ใช่แนวโน้มอย่างเป็นทางการของเฟด แต่เป็นการแปลงความคาดหวังของตลาดออกมาเป็นตัวเลข
เฟดคงอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายไว้ที่ 3.50~3.75% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตลาดกำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานที่จะประกาศออกมาต่อจากนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายของเฟดในการประชุมเดือนกันยายน
ก่อนหน้านี้ เจพีมอร์แกนเคยปรับกรอบเวลาที่คาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปให้เร็วขึ้นเป็นเดือนธันวาคม 2026 การวิเคราะห์ CPI ครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะส่งผลต่อเส้นทางที่คาดการณ์ไว้และจังหวะการตัดสินใจเชิงนโยบายจริงอย่างไร
ก่อนการประกาศ CPI เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ (prediction market) ก็สะท้อนความคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หาก CPI ออกมาต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ความผันผวนของราคาในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และตลาดเงินตราต่างประเทศ รวมถึงความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย อาจขยายตัวมากขึ้น
สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) ก็อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน หากความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจเคลื่อนไหว ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยง แต่ทั้งนี้ไม่สามารถสรุปทิศทางราคาบิตคอยน์ได้จากการวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนเพียงอย่างเดียว
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ(BLS) มีกำหนดประกาศ CPI เดือนกรกฎาคมในวันที่ 12 สิงหาคม เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) จะเปิดเผยในวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย และเฟดมีกำหนดจัดการประชุม FOMC ระหว่างวันที่ 15~16 กันยายนนี้
ความคิดเห็น 0