Core Lightning (CLN) ไคลเอนต์สำหรับเครือข่าย Lightning Network ของบิตคอยน์(BTC) กำลังเตรียมออกเวอร์ชันแก้ไขด้านความปลอดภัย หลังใช้เวลา 10 วันที่ผ่านมาตรวจสอบรายงานช่องโหว่ CVE ที่สร้างขึ้นโดย ‘AI’ และคัดกรองรายการที่ต้องแก้ไขจริง
Wu Blockchain รายงานเมื่อวันที่ 15 เวลา 09:36 น. ตามเวลาเกาหลีใต้ว่า ทีม Core Lightning ได้รับรายงาน CVE ที่สร้างจาก AI จากหลายแหล่ง และกำลังตรวจสอบเนื้อหาร่วมกับผู้ร่วมพัฒนาโอเพนซอร์ส ทีมงานประเมินระดับความเสี่ยงของแต่ละรายงานไปพร้อมกับดำเนินการแก้ไขในส่วนที่จำเป็น
Core Lightning วางแผนเปิดตัวเวอร์ชันเบื้องต้นที่รวมการแก้ไขหลายรายการภายในไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตเวอร์ชันใหม่ทันทีที่เผยแพร่ นอกจากนี้ทีมยังเตรียมมาตรการรับมือในวงกว้างเพิ่มเติมควบคู่กันไป
Core Lightning เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ใช้รันโหนดบนเครือข่าย ‘Lightning Network’ ของบิตคอยน์ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินชั้นที่สอง (Layer 2) ที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชนบิตคอยน์ เพื่อให้การชำระเงินมูลค่าน้อยทำได้รวดเร็วขึ้น ผู้ดูแลโหนดจะเปิดและปิดช่องทางชำระเงิน (channel) เพื่อทำหน้าที่ส่งต่อธุรกรรมระหว่างกัน
ประเด็นนี้แตกต่างจากการเปิดเผยช่องโหว่ในตัวซอฟต์แวร์บิตคอยน์คอร์ (Bitcoin Core) โดยตรง เนื่องจาก Core Lightning ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนแปลงกฎฉันทามติของบิตคอยน์ แต่เป็นซอฟต์แวร์รันโหนดบนเครือข่าย Lightning Network อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Lightning Network เกี่ยวข้องกับเส้นทางการชำระเงินจริงและช่องทางสภาพคล่อง การแก้ไขด้านความปลอดภัยครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อทั้งผู้ดูแลโหนดและบริการที่สร้างบน Lightning Network
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นความปลอดภัยของโหนดและโครงสร้างพื้นฐานกระเป๋าเงินในระบบนิเวศ Lightning Network ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานกรณีที่ BTCPay Server จำกัดการเชื่อมต่อระยะไกลของ LND เป็นการชั่วคราว และกรณีที่ กระเป๋าเงิน Lightning อย่าง Zeus ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวจากปัญหาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ รายงานของ Wu Blockchain ไม่ได้ระบุว่ามีการนำช่องโหว่ครั้งนี้ไปใช้โจมตีจริงหรือมีความเสียหายด้านเงินทุนเกิดขึ้นหรือไม่
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่วิธีจัดการรายงาน CVE ที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่ง CVE คือระบบหมายเลขอ้างอิงที่มอบให้กับช่องโหว่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยโครงการโอเพนซอร์สจะตรวจสอบรายงานก่อนกำหนดระดับความเสี่ยงและขอบเขตการเปิดเผยข้อมูล เครื่องมือ AI สามารถค้นหาช่องโหว่ที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเป็นช่องโหว่จริงหรือไม่ สามารถทำซ้ำได้หรือไม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีจริงหรือไม่
แนวโน้มนี้ปรากฏในบริษัทเทคโนโลยีและโครงการบล็อกเชนอื่นๆ เช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงาน กรณีที่เริ่มมีการสแกนช่องโหว่บิตคอยน์ด้วย AI และตรวจสอบช่องโหว่ระดับความเสี่ยงสูง ซึ่งสะท้อนว่าขั้นตอนการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบมีความสำคัญมากขึ้นกว่าการค้นพบเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ดูแลโหนด สิ่งที่ควรทำก่อนคือตรวจสอบขอบเขตของเวอร์ชันที่แก้ไขและรายละเอียดใน release note เมื่อมีการเผยแพร่ ทั้งนี้ กำหนดการที่ Core Lightning เปิดเผยยังอยู่ในระดับ ‘ภายในไม่กี่วัน’ โดยยังไม่มีการเปิดเผยชื่อเวอร์ชันที่ชัดเจนหรือรายละเอียดของช่องโหว่แต่อย่างใด
ความคิดเห็น 0