เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์(Berkshire Hathaway·BRK.A·BRK.B) เพิ่มการถือครองหุ้น อัลฟาเบท(Alphabet·GOOGL·GOOG) ราว 48.1 ล้านหุ้นในไตรมาส 2 ปี 2026 ปรับพอร์ตหุ้นจดทะเบียนอีกครั้ง ส่วนที่เพิ่มขึ้นมีมูลค่ารวมกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์
ตามรายงานแบบฟอร์ม 13F ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เบิร์กเชียร์เพิ่มการถือครองหุ้นอัลฟาเบททั้งประเภท A และประเภท C ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน ทำให้อัลฟาเบทขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในหุ้นหลักของพอร์ต ต่อจาก แอปเปิล(Apple·AAPL) อเมริกัน เอ็กซ์เพรส(American Express·AXP) และ โคคา-โคล่า(Coca-Cola·KO)
การเปิดเผยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากตลาด เพราะเป็นการปรับพอร์ตหุ้นขนาดใหญ่ครั้งที่สองนับตั้งแต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์(Warren Buffett) ก้าวลงจากตำแหน่งผู้บริหาร มูลค่าพอร์ตหุ้นจดทะเบียนของเบิร์กเชียร์ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.99 หมื่นล้านดอลลาร์ตามข้อมูลต้นฉบับ เพิ่มขึ้นจาก 2.63 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า
รายงาน 13F ฉบับนี้ระบุด้วยว่า เบิร์กเชียร์เข้าซื้อหุ้นใหม่ 1 ตัว เพิ่มการถือครอง 7 ตัว ลดการถือครอง 6 ตัว และขายออกทั้งหมด 1 ตัว ขณะที่สัดส่วนหุ้น 10 อันดับแรกในพอร์ตอยู่ที่ 88.74%
ก่อนหน้านี้เบิร์กเชียร์เคยเพิ่มมูลค่าการถือครองอัลฟาเบทขึ้นไปอยู่ที่ราว 1.66 หมื่นล้านดอลลาร์มาแล้ว และในไตรมาส 2 ก็เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นอัลฟาเบทขึ้นอีก ต่อเนื่องจากแนวโน้มเดิม
แบบฟอร์ม 13F คือรายงานที่นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ต้องยื่นต่อ SEC เพื่อเปิดเผยการถือครองหุ้นจดทะเบียน ณ วันสิ้นไตรมาส ข้อมูลจะถูกเปิดเผยหลังสิ้นไตรมาสไปแล้วระยะหนึ่ง จึงอาจไม่ตรงกับสถานะการถือครองหุ้นจริงในวันที่เผยแพร่รายงาน
ช่วงเดียวกัน เบิร์กเชียร์ลดการถือครองหุ้นกลุ่มการเงินและสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน โดย แบงก์ ออฟ อเมริกา(Bank of America·BAC) ลดลงราว 30.2 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าส่วนที่ลดลงราว 1.72 พันล้านดอลลาร์
แคปิตอล วัน ไฟแนนเชียล(Capital One Financial·COF) ลดลงราว 4.2 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการถือครองลดลงราว 58% ส่วน โครเกอร์(Kroger·KR) ก็ลดลงราว 11 ล้านหุ้นเช่นกัน
ในทางกลับกัน เบิร์กเชียร์เพิ่มการถือครองหุ้น เดลตา แอร์ ไลนส์(Delta Air Lines·DAL) เลนนาร์(Lennar·LEN) และ เมซีส์(Macy's·M) แม้การเพิ่มขึ้นของเดลตา แอร์ ไลนส์จะไม่มากเท่าอัลฟาเบท แต่ก็ทำให้เกิดการตีความเกี่ยวกับความต้องการเดินทางทางอากาศและการปรับปรุงผลดำเนินงานของบริษัท
อย่างไรก็ตาม การตีความเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ทิศทางราคาหุ้นหรือคำแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูล 13F เป็นข้อมูลที่เปิดเผยภายหลัง จึงยากจะระบุชัดว่าเป็นสัญญาณ 'ซื้อ' หรือ 'ขาย' หุ้นตัวใดตัวหนึ่งในช่วงเวลาปัจจุบัน
การปรับพอร์ตครั้งนี้มีนัยสำคัญอีกด้าน เพราะเป็นจุดที่เบิร์กเชียร์ยุติแนวโน้ม 'ขายหุ้นสุทธิ' ที่ต่อเนื่องมา 14 ไตรมาสติดต่อกัน และหันมา 'ซื้อสุทธิ' ในไตรมาส 2 แทน โดยบริษัทซื้อหุ้นสุทธิรวมมูลค่าใกล้เคียง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้
ข้อมูลจากการเปิดเผยครั้งนี้สะท้อนว่าเบิร์กเชียร์ลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มการเงินและสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน พร้อมเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ส่วนคำถามที่ว่าการเพิ่มสัดส่วนอัลฟาเบทครั้งนี้จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงพอร์ตระยะยาวหรือไม่ ยังต้องรอดูรายงาน 13F ของไตรมาสถัดไปเพื่อยืนยันอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0