คราเคน (Kraken) เปิดตัว ‘บัตรคราเคน’ (Kraken Card) บัตรเดบิตที่เชื่อมยอดคงเหลือคริปโตและเงินสดในบัญชีเข้ากับการใช้จ่ายประจำวัน ให้บริการแก่ลูกค้าที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขในอังกฤษและเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) โดยรองรับสินทรัพย์มากกว่า 600 รายการในการชำระเงิน และมอบแคชแบ็กสูงสุด 2%
คราเคนเปิดเผยผ่านบล็อกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่าบัตรคราเคนจะเริ่มให้บริการในอังกฤษและ EEA เป็นตลาดแรก โดยบัตรทำงานผ่านเครือข่ายมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) และบริษัทระบุว่าจะขยายไปยังตลาดอื่นเพิ่มเติมรวมถึงสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
จุดเด่นของบัตรนี้อยู่ที่การแปลงสินทรัพย์ในบัญชีเทรดมาใช้จ่ายได้ทันทีตอนรูดบัตร ผู้ใช้เลือกลำดับได้เองว่าจะหักจากสินทรัพย์ใดก่อน ไม่ว่าจะเป็นบิตคอยน์(BTC) ยูโร หรือปอนด์ ที่มีอยู่ในยอดคงเหลือ
คราเคนระบุว่าบัตรใบเดียวใช้ชำระได้ทั้งคริปโตและเงินสดกว่า 600 สกุล ส่วนแคชแบ็กจะจ่ายคืนเป็นบิตคอยน์ ยูโร หรือปอนด์
อย่างไรก็ตาม แคชแบ็ก 2% ไม่ได้ใช้กับผู้ใช้ทุกคนแบบเท่ากัน หน้าคำแนะนำของบัตรคราเคนระบุว่าระดับสิทธิประโยชน์จะคำนวณจากยอดคงเหลือเฉลี่ย 30 วันในบัญชีคราเคน, คราเคนโปร และ Krak
ระดับสิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 ขั้นตามยอดคงเหลือ คือ 200 ยูโร, 1,000 ยูโร, 10,000 ยูโร และ 50,000 ยูโร ซึ่งจะได้รับแคชแบ็ก 0.5%, 1%, 1.5% และ 2% ตามลำดับ
การจัดการบัตรทำผ่านสองแอปคือแอปคราเคนและแอป Krak ซึ่งเป็นแอปการเงินระดับโลกของบริษัท ลูกค้าสมัครบัตรผ่านแอปคราเคน ส่วนการดูประวัติธุรกรรม ตั้งค่าแคชแบ็ก และสั่งบัตรจริง ทำผ่านแอป Krak
ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมว่าผลิตภัณฑ์นี้คือการต่อสู้ของคราเคนในสนามกระเป๋าเงินสำหรับผู้บริโภค เป็นความพยายามผูกสินทรัพย์ที่อยู่ในบัญชีเทรดเข้ากับการใช้จ่ายและแคชแบ็ก เพื่อรวมการเทรด การเก็บสินทรัพย์ และการใช้จ่ายไว้ในบัญชีเดียว
บัตรเดบิตจากเทรดคริปโตแบบนี้ไม่ใช่แค่สินค้าชำระเงินทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือขยายจุดสัมผัสกับลูกค้า จากแอปที่ถูกเปิดใช้เฉพาะตอนซื้อขาย กลายเป็นแอปที่ผูกทั้งการดูแลยอดเงินและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไว้ในหน้าจอเดียว ช่วยให้ผู้ใช้เปิดแอปบ่อยขึ้น
ในโครงสร้างนี้ ผู้ใช้ได้ทั้งความสะดวกในการจ่ายเงินและแคชแบ็ก แต่ฝั่งเทรดกลับได้ประโยชน์มากกว่า เพราะสินทรัพย์ที่ฝากไว้จะอยู่ในแพลตฟอร์มนานขึ้น มองได้ว่านี่คือกลยุทธ์ที่เน้นผูกยอดเงินในบัญชีกับพฤติกรรมใช้จ่ายมากกว่าหวังรายได้จากตัวบัตรโดยตรง
การเปิดตัวครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางขยายธุรกิจของคราเคน ที่ผ่านมาคราเคนให้บริการเทรดสปอตและอนุพันธ์ รับฝากสินทรัพย์สำหรับสถาบัน และบริการหุ้นโทเคไนซ์ ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของคราเคนในไตรมาสสอง ซึ่งพบว่ากิจกรรมหุ้นโทเคไนซ์เพิ่มขึ้น
เพย์เวิร์ด (Payward) บริษัทแม่ของคราเคนก็ขยายโครงสร้างพื้นฐานออนเชนสำหรับองค์กรเช่นกัน TokenPost เคยรายงานว่าเพย์เวิร์ดตัดสินใจเข้าซื้อธุรกิจกระเป๋าเงินของเมจิกแล็บส์ (MagicLabs) ซึ่งสะท้อนความพยายามเชื่อมการเทรด การรับฝากสินทรัพย์ สินทรัพย์โทเคไนซ์ และการฝากถอนเงินตราตามกฎหมายเข้าด้วยกัน
ประเด็นที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ว่าคราเคนจะเปิดให้บริการในสหรัฐฯ เมื่อไหร่ แต่คือทิศทางที่เทรดคริปโตขยายบทบาทจากช่องทางซื้อขายไปสู่บัญชีชำระเงินและจุดเชื่อมต่อการเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น
การใช้คริปโตจ่ายเงินยังมีประเด็นภาษีที่ต้องระวัง คราเคนระบุว่าเมื่อคริปโตถูกแปลงเป็นเงินตราตามกฎหมาย อาจเกิดกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคาที่ต้องนำไปคำนวณภาษี
สำหรับตอนนี้ พื้นที่ให้บริการตามประกาศอย่างเป็นทางการยังจำกัดอยู่ที่อังกฤษและ EEA เท่านั้น ส่วนตลาดอื่นรวมถึงสหรัฐฯ จะทยอยตามมาในอนาคต
ความคิดเห็น 0