คณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) จะเปิดประชุมคณะที่ปรึกษานวัตกรรม (Innovation Advisory Committee หรือ IAC) นัดแรกในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ช่วงเวลา 00.00-03.00 น. ตามเวลาไทย เพื่อหารือทิศทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และตลาดพยากรณ์เหตุการณ์ (Prediction Market) ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เวทีประกาศกฎใหม่ แต่เป็นการทบทวนว่า CFTC จะใช้อำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบันปรับปรุงกฎเกณฑ์ตลาดได้อย่างไร
CFTC ระบุในเอกสารวาระการประชุมที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมาว่า ประเด็นหลักที่จะพูดคุยในที่ประชุม ได้แก่ ความไม่แน่นอนของกฎกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโต การนำ AI มาใช้ในภาคการเงิน และปัญหาเขตอำนาจกำกับดูแลตลาดพยากรณ์และสัญญาอิงเหตุการณ์ (Event Contract) โดยการประชุมจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามเวลาสหรัฐฝั่งตะวันออก ตรงกับ 13.00-16.00 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งเทียบเป็นเวลาไทยแล้วคือช่วง 00.00-03.00 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม
การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ทำให้นโยบายส่งเสริมนวัตกรรมของ ไมเคิล เซลิก(Michael S. Selig) ประธาน CFTC เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเซลิกเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งคณะที่ปรึกษานวัตกรรมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจด้านนวัตกรรม (Innovation Task Force) เพิ่มเติมในเดือนมีนาคม โดยหน่วยงานนี้โฟกัสอยู่ที่สามด้านหลัก ได้แก่ △สินทรัพย์คริปโตและบล็อกเชน △ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ △ตลาดพยากรณ์และสัญญาอิงเหตุการณ์
เอกสารวาระการประชุมของ CFTC ยังระบุประเด็นที่จะหารือเพิ่มเติมว่า หน่วยงานจะใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันปรับปรุงกฎเกณฑ์เดิมให้ทันสมัยได้อย่างไร และจะเสริมการออกกฎหมายของสภาคองเกรสในอนาคตได้อย่างไร กล่าวคือ ไม่ใช่การรอกฎหมายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า CFTC จะสร้าง 'ความชัดเจน' ด้านกฎระเบียบได้มากน้อยเพียงใดภายใต้อำนาจที่มีอยู่แล้ว
คณะที่ปรึกษานวัตกรรมเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อ CFTC ในประเด็นที่เกี่ยวโยงกันระหว่างเทคโนโลยี กฎหมาย นโยบาย และการเงิน ผลการหารือของคณะกรรมการชุดนี้ช่วยสะท้อนทิศทางนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแลได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การออกกฎหรืออนุมัติใบอนุญาตทันที การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์จริงต้องผ่านกระบวนการภายในของ CFTC และหากจำเป็นต้องผ่านการออกกฎหมายจากสภาคองเกรสด้วย
เซลิกกล่าวในแถลงการณ์ของ CFTC ว่า "สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินของโลกมาอย่างยาวนาน" และว่า "เราตั้งตารอที่จะหารือกันว่าเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ จะเข้ามาปรับโฉมตลาดอย่างไร" คำพูดนี้สะท้อนว่าจุดเน้นของเซลิกอยู่ที่การส่งเสริมนวัตกรรมเป็นหลัก แต่วาระการประชุมก็ยังครอบคลุมประเด็นความมั่นคงของตลาดและการคุ้มครองลูกค้าควบคู่กันไปด้วย
ขอบเขตการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในครั้งนี้ค่อนข้างกว้าง เพราะรายชื่อกรรมการที่ CFTC เปิดเผยมีตัวแทนจากหลายบริษัท อาทิ Coinbase($COIN) ริปเปิล(XRP) Kraken เจมินี(Gemini) โรบินฮู้ด($HOOD) โพลีมาร์เก็ต(Polymarket) ตลาดซื้อขายล่วงหน้าชิคาโก (CME Group) แนสแด็ก(Nasdaq) และ Intercontinental Exchange รวมอยู่ด้วย การที่ทั้งภาคการเงินดั้งเดิมและวงการคริปโตต่างส่งชื่อเข้าร่วมก่อนการประชุมที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI ครั้งนี้ ตอกย้ำว่าเวทีนี้ไม่ใช่แค่การแถลงนโยบายทั่วไป แต่เป็นช่องทางหารือออกแบบกฎเกณฑ์อย่างจริงจังมากกว่า
ประเด็นแกนกลางของการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตอยู่ที่เส้นแบ่ง 'เขตอำนาจ' ระหว่าง CFTC กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เนื่องจากในสหรัฐฯ การออกโทเคน การซื้อขายสินทรัพย์จริง ตราสารอนุพันธ์ และการกำกับดูแลศูนย์ซื้อขาย ล้วนเกี่ยวโยงกับกรอบกฎหมายหลายฉบับ ทำให้ภาคธุรกิจเรียกร้องมาตรฐานที่คาดการณ์ได้มาโดยตลอด วาระ "จากความไม่แน่นอนสู่ความชัดเจน" ที่ CFTC หยิบยกในการประชุมครั้งนี้จึงเชื่อมโยงกับปัญหาดังกล่าวโดยตรง
การหารือเรื่องร่างกฎหมาย CLARITY Act ก็อยู่ในบริบทเดียวกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาจัดระเบียบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและอำนาจการกำกับดูแล ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวโน้มที่ CFTC อาจเดินหน้าออกกฎเกณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองไม่ว่าร่างกฎหมายจะผ่านสภาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายของสภาคองเกรสกับการปรับปรุงกฎของ CFTC ยังคงเป็นกระบวนการที่แยกจากกัน
ตลาดพยากรณ์เป็นอีกประเด็นที่แยกออกมาต่างหาก โดยวาระของ CFTC มองสัญญาอิงเหตุการณ์เป็นเครื่องมือค้นหาราคา รวบรวมข้อมูล และบริหารความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุถึงบทบาทการกำกับดูแลระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐ คดีความและการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นล่าสุด รวมถึงความกังวลเรื่องการปั่นราคาและการคุ้มครองลูกค้าไว้ด้วย สะท้อนแนวทางที่เน้นจัดระเบียบเกณฑ์เขตอำนาจและหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ก่อน มากกว่าจะอนุญาตหรือจำกัดตลาดพยากรณ์แบบเหมารวม
ตลาดพยากรณ์และสัญญาอิงเหตุการณ์คือผลิตภัณฑ์ที่นำผลลัพธ์ของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาซื้อขายในรูปแบบสัญญา ส่วนใหญ่อ้างอิงเหตุการณ์ที่มีผลลัพธ์ชัดเจน เช่น การเลือกตั้ง กีฬา ตัวเลขเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมของบริษัท แต่เมื่อเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายการพนันกับการกำกับดูแลตราสารอนุพันธ์มาบรรจบกัน ก็มักก่อให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องเขตอำนาจตามมา นี่คือเหตุผลที่ CFTC หยิบยกประเด็นการคุ้มครองลูกค้าและการเฝ้าระวังการปั่นราคาขึ้นมาพูดคู่กันไปด้วย
จังหวะทางการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน ประธานาธิบดีทรัมป์(Donald Trump) พบปะกับตัวแทนภาคธุรกิจคริปโตและตลาดการเงินที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้เร่งผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ให้ผ่านสภา โดยวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่า พอล แอตกินส์(Paul Atkins) ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐ (SEC) และเซลิกเข้าร่วมการพบปะครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้ การประชุมของ CFTC เองเป็นวาระขององค์กรที่ปรึกษาแยกต่างหากจากการพบปะที่ทำเนียบขาว แม้ในที่ประชุมจะมีการเสนอความต้องการจากภาคธุรกิจ แต่ข้อเสนอแนะเหล่านั้นก็ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎในทันที หลังจบการประชุม CFTC จะพิจารณาต่อว่าจำเป็นต้องออกประกาศเพิ่มเติม ออกกฎใหม่ หรือเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะหรือไม่
สำหรับนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ทิศทางกฎเกณฑ์โครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะยิ่งเส้นแบ่งเขตอำนาจระหว่าง CFTC และ SEC ชัดเจนขึ้นเท่าไร กฎเกณฑ์ของศูนย์ซื้อขาย ตราสารอนุพันธ์ ตลาดพยากรณ์ และการออกโทเคน ก็อาจถูกแยกออกจากกันชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น กรอบกำกับดูแลของสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งผลต่อเกณฑ์การดำเนินธุรกิจของศูนย์ซื้อขายและโปรเจกต์ต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน
การประชุมครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของ CFTC ในช่วง 00.00-03.00 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม ตามเวลาไทย โดยหลังจบการประชุม คำแถลงและข้อเสนอแนะที่เปิดเผยออกมา รวมถึงประกาศอย่างเป็นทางการของ CFTC ในระยะถัดไป จะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป
ความคิดเห็น 0