ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบวอนเกาหลีใต้ร่วงลงมาแตะระดับ 1,385.20 วอน เข้าสู่โซน 1,300 วอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ท่ามกลางแรงขายดอลลาร์จากนักลงทุนต่างชาตินอกประเทศที่ถูกจับตาเป็นปัจจัยหลักเบื้องหลังการร่วงลงครั้งนี้ ขณะที่ตลาดยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าแรงขายดังกล่าวมาจากการแลกเปลี่ยนเงินของกองทุนเทมาเส็ก(Temasek) การทำ 'proxy hedge' ผ่านดอลลาร์ไต้หวัน หรือการปิดสถานะ 'long stop' ของนักลงทุนที่เคยเดิมพันว่าดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น
จากข้อมูลสรุปการซื้อขายดอลลาร์-วอนรายวันของ Yonhap Infomax(연합인포맥스) เมื่อวันที่ 20 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่าค่าเงินดอลลาร์-วอนร่วงลงไปแตะ 1,385.20 วอนเมื่อคืนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่ค่าเงินเข้าสู่โซน 1,300 วอนนับตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2025 ที่เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุด
ค่าเงินที่เคยเฉียดแนว 1,560 วอนในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ใช้เวลาเพียงประมาณเดือนครึ่งในการดิ่งลงมาสู่โซน 1,300 วอน ปัจจัยที่ผลักดันให้เงินวอนแข็งค่าขึ้น ได้แก่ แรงขายดอลลาร์ของบริษัทผู้ส่งออก ความคาดหวังที่ลดลงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และกรอบเพดานราคาที่ตลาดตั้งไว้หลังการเข้าแทรกแซงร่วมกันของเกาหลีใต้ สหรัฐ และญี่ปุ่น
เข้าสู่เดือนสิงหาคม ค่าเงินเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1,410 วอนอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเป็นการยืนยันแนวรับ อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศระบุว่าแรงขายดอลลาร์จากนักลงทุนต่างชาตินอกประเทศที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินร่วงลงแรงกว่าที่คาด
ท่ามกลางแรงซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วงหลัง ยังมีแรงขายดอลลาร์ผ่านธนาคารคัสโตเดียน(custodian bank) ออกมาอย่างหนาแน่น แม้ในบางช่วงที่ปริมาณซื้อหุ้นลดลงหรือพลิกเป็นขาย ธนาคารคัสโตเดียนบางแห่งยังคงมีคำสั่งขายดอลลาร์จำนวนมากออกมาต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเด็นที่ตลาดจับตา
ช่องทางการขายหลักที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ เอชเอสบีซี(HSBC) นอร์เทิร์น ทรัสต์(Northern Trust) และซิตี้(Citi) โดยมีการประเมินว่าแรงขายที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยการแลกเงินตามปกติจากการซื้อหุ้นเพียงอย่างเดียว
ในตลาดมีการตีความว่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ เทมาเส็ก(Temasek) อาจเป็นผู้ปล่อยแรงแลกเงินดังกล่าว ระหว่างเดินหน้าลงทุนในซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์(Samsung Electronics) และเอสเค ไฮนิกซ์(SK Hynix) นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไม่ใช่เทมาเส็ก เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาตินอกประเทศที่ไหลเข้ามาระหว่างที่ดัชนีคอสปี้(KOSPI) และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวหลังการปรับฐาน ก็อาจเป็นแรงกดดันด้านลบต่อค่าเงินดอลลาร์-วอนได้เช่นกัน
อีกความเป็นไปได้หนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งคือการทำ 'proxy hedge' ผ่านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นวิธีบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนโดยใช้สกุลเงินอื่นที่มีความสัมพันธ์กันแทนสกุลเงินที่ซื้อขายโดยตรงได้ยากหรือมีต้นทุนสูง
ปีที่แล้วบริษัทประกันภัยของไต้หวันเคยทำ proxy hedge ด้วยเงินวอนเช่นกัน จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์-วอนร่วงลงอย่างรุนแรงมาแล้วครั้งหนึ่ง มีการอธิบายว่าระหว่างการป้องกันความเสี่ยงจากดอลลาร์อ่อนค่าและดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า อาจเกิดธุรกรรมที่ทำให้เงินวอนแข็งค่าขึ้นไปพร้อมกันได้
ดีลเลอร์ปริวรรตเงินตราจากธนาคาร A กล่าวว่า "ช่วงหลังอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-ดอลลาร์ไต้หวันร่วงลงแรงมาก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นเงินทุนจากไต้หวันที่กำลังเทขายดอลลาร์เหมือนปีที่แล้ว" สะท้อนมุมมองที่เชื่อมโยงแรงขายดอลลาร์ครั้งนี้กับรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ดีลเลอร์จากธนาคารต่างชาติ B ให้ความเห็นต่างออกไปว่า "อาจเป็นเม็ดเงินจากการลงทุนในหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินอกประเทศตามปกติ หรืออาจเป็นคำสั่งขายก้อนใหญ่อย่างของเทมาเส็กที่ต้องดำเนินการรวดเดียว" พร้อมเสริมว่า "เมื่อดูจากสวอปพอยต์ที่ไม่ถูกกดลง จึงไม่น่าจะเป็นการทำ proxy hedge ผ่านดอลลาร์ไต้หวัน"
บางฝ่ายในตลาดยังมองว่าขนาดของแรงขายดอลลาร์นั้นใหญ่เกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยเม็ดเงินแลกเปลี่ยนจากการซื้อหุ้นเพียงอย่างเดียว ดีลเลอร์จากธนาคารต่างชาติ C กล่าวว่า "ปริมาณมันใหญ่เกินกว่าจะบอกว่าเป็นแค่เม็ดเงินหุ้นธรรมดา ขายดอลลาร์ต่อเนื่องแบบไม่สนใจระดับราคาเลย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าใช่เงินทุนจากหุ้นจริงหรือไม่" และกล่าวเสริมว่า "แต่เมื่อมองไม่เห็นแหล่งเงินทุนอื่นที่เป็นไปได้ ก็คงต้องมองว่าเป็นเม็ดเงินจากหุ้นอยู่ดี"
ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศก็พบแรงขายดอลลาร์จากนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน ข้อมูลแนวโน้มการซื้อขายรายวันของนักลงทุนจาก Yonhap Infomax ระบุว่านักลงทุนต่างชาตินอกประเทศขายสุทธิสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดอลลาร์ 173,873 สัญญา ในช่วงวันที่ 3-7 สิงหาคม คิดเป็นมูลค่า 2,473,538,000,000 วอน ซึ่งถือเป็นยอดขายสุทธิรายสัปดาห์สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2001
นอกจากนี้ ตลาดปริวรรตเงินตรายังหยิบยกปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจอยู่เบื้องหลังแรงขายดอลลาร์ ทั้งการปรับสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยง(hedge ratio) ของนักลงทุนต่างชาติ การปิดสถานะ 'long stop' และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้(BOK) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย long stop หมายถึงการปิดสถานะซื้อที่เคยเดิมพันไว้ว่าดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น
จนถึงขณะนี้ ตลาดยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการร่วงลงของค่าเงินดอลลาร์-วอนครั้งนี้ เกิดจากความต้องการแลกเงินเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือเป็นการปรับสถานะการลงทุนตามทิศทางค่าเงินกันแน่ ทำให้ทิศทางของดอลลาร์-วอนในระยะต่อไปยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0