ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทสหรัฐฯ กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มีมุมมองบวกต่อดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ 500 (S&P 500) ว่าจะปรับตัวขึ้นต่อ แต่ความเร็วที่การลงทุนด้าน 'ปัญญาประดิษฐ์' (AI) จะแปลงเป็นผลกำไรจริง ยังเป็นโจทย์ที่ต้องพิสูจน์กันอีกครั้งหลังปี 2027
คีธ พาร์คเกอร์(Keith Parker) นักกลยุทธ์จากยูบีเอส ระบุในบันทึกการลงทุนว่าเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีนี้อยู่ที่ 8,100 จุด และเป้าหมายปี 2027 อยู่ที่ 8,900 จุด ตามรายงานของ CNBC โดยมองว่ากำไรของบริษัทสหรัฐฯ ที่ดีขึ้นและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัว จะเป็นแรงหนุนดัชนีนี้ได้
ยูบีเอส โกลบอล เวลธ์ แมเนจเมนท์ ระบุในเอกสารเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งสามารถหนุนหุ้นทั่วโลกได้ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อาจมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของการเติบโตกำไรไตรมาส 2 ของดัชนี S&P 500 และคาดว่ากำไรของดัชนีฟิลาเดลเฟียเซมิคอนดักเตอร์จะเพิ่มขึ้น 92% ในปี 2026 และ 40% ในปี 2027
แกนหลักของมุมมองครั้งนี้คือการลงทุน AI ผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเอ็นวิเดีย(NVDA) และไมโครซอฟท์(MSFT) เชื่อมโยงโดยตรงกับวิธีที่ตลาดประเมินการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าต้นทุนด้าน AI ของไมโครซอฟท์กำลังถูกจับตาทดสอบ การใช้จ่ายด้าน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีรายตัว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานด้วย
ดัชนี S&P 500 คือดัชนีหุ้นที่รวมบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐฯ 500 แห่ง การที่มุมมองต่อดัชนีปรับสูงขึ้นจึงสะท้อนการพิจารณาแนวโน้มกำไรบริษัท มูลค่าหุ้น และภาวะอัตราดอกเบี้ยไปพร้อมกัน มากกว่าจะสะท้อนทิศทางราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในระยะสั้น
ยูบีเอสไม่ได้เสนอมุมมองบวกเพียงด้านเดียว โดยในเอกสารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่าความชัดเจนของการลงทุน AI หลังปี 2027 ยังต่ำ และนักลงทุนกำลังเรียกร้องให้บริษัทควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น
ความหมายคือ แม้ความต้องการ AI จะยังแข็งแกร่ง แต่หากการใช้จ่ายลงทุนแปลงเป็นยอดขายและกระแสเงินสดได้ช้าลง ความสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงอาจอ่อนแรงลงได้ นี่คือมุมมองที่มองการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ใช่แค่ปัจจัยหนุนการเติบโต แต่เป็น 'ต้นทุน' ที่ต้องคำนวณระยะเวลาคืนทุนด้วย
ปฏิกิริยาของตลาดก็ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงประมาณ 10% ในสัปดาห์เดียว และดัชนีฟิลาเดลเฟียเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลงกว่า 20% จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายน จนเข้าสู่ภาวะตลาดหมี
รายงานดังกล่าวระบุว่านักลงทุนกำลังประเมินความยั่งยืนของการลงทุน AI อีกครั้ง แม้ตรรกะการเติบโตของกำไรที่ยูบีเอสเสนอจะยังคงอยู่ แต่ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็อาจเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
เจพีมอร์แกนก็ปรับเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีขึ้นเป็น 8,000 จุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) เช่นกัน โดยรอยเตอร์รายงานว่าเจพีมอร์แกนอ้างอิงการลงทุน AI และผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่งเป็นเหตุผลสนับสนุน
จุดร่วมของยูบีเอสและเจพีมอร์แกนคือ ทั้งคู่ให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรมากกว่าสภาพคล่องในการประเมินดัชนี ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าซิตี้กรุ๊ปปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของดัชนี S&P 500 ปี 2026 ขึ้นเป็น 365 ดอลลาร์
สำหรับนักลงทุนในภูมิภาค ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะการใช้จ่ายด้านเซิร์ฟเวอร์ AI หน่วยความจำ ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ ยังเชื่อมโยงกับความคาดหวังผลประกอบการของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคด้วย
มุมมองครั้งนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า AI จะดันราคาหุ้นขึ้นอย่างแน่นอน แต่สะท้อนโครงสร้างที่ผลประกอบการช่วยหนุนดัชนีไว้ได้ ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุน AI ยังต้องรอการยืนยัน การเติบโตของกำไรกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และแผนการลงทุนของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์จะถูกตรวจสอบอีกครั้งในการประกาศผลประกอบการรอบถัดไป
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจสอบ ได้แก่ เอกสารยูบีเอสวันที่ 17 กรกฎาคม เอกสารยูบีเอสวันที่ 24 กรกฎาคม รายงานของรอยเตอร์ผ่าน Investing.com สองฉบับ และ Maeil Business Newspaper ฉบับภาษาอังกฤษ
ความคิดเห็น 0