ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังส่งผลกระทบต่ออัตราว่างงานโดยรวมของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด แต่สัญญาณการแทนที่แรงงานกลับชัดเจนขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาวและสายงานที่เสี่ยงต่อระบบอัตโนมัติสูง
มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 (เวลาท้องถิ่น) ว่าผลกระทบของ AI ต่ออัตราว่างงานสหรัฐฯ ณ เดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 15bp เพิ่มขึ้นจาก 10bp เมื่อเดือนธันวาคม 2025 แม้แรงกระแทกต่อตลาดแรงงานโดยรวมจะยังไม่มาก แต่ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขสุทธิ แต่อยู่ที่ 'การกระจายตัว' ของผลกระทบ มอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่าในสายงานที่ AI เข้าไปแทรกแซงสูง อัตราว่างงานของแรงงานอายุน้อยเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะแรงงานวัย 22-27 ปี ที่กระจุกตัวอยู่ในตำแหน่งงานลักษณะทำซ้ำและพึ่งพาคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เช่น นักวิเคราะห์ เจ้าหน้าที่บัญชี และผู้ช่วยงานด้านกฎหมาย
ดิเอโก อันโซอาเตกี (Diego Anzoategui) นักเศรษฐศาสตร์วิจัยของมอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวในบทความที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2026 ว่า "การวัดผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานเป็นเรื่องซับซ้อน" เขาอธิบายว่าเทคโนโลยีเดียวกันนี้อาจทำให้งานบางส่วนเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจช่วยเสริมศักยภาพแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และดันดีมานด์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ให้สูงขึ้นได้เช่นกัน คำอธิบายนี้สะท้อนว่าผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานยังมีสองด้านที่ต้องติดตามควบคู่กัน
ในบทความเดือนเมษายนดังกล่าว มอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและจำกัดอยู่ในขอบเขตแคบ สัญญาณจะเห็นชัดในกลุ่มแรงงานอายุน้อยมากกว่า ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานโดยรวมยังไม่พบแรงกระแทกในวงกว้าง ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (payroll) ของสหรัฐฯ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ AI เข้าไปเกี่ยวข้องสูงยังคงแข็งแกร่งอยู่
อย่างไรก็ตาม ทิศทางถ้อยแถลงของบริษัทต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป มอร์แกน สแตนลีย์วิเคราะห์บันทึกการประชุมแถลงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน พบว่าคำพูดเกี่ยวกับ AI ที่เชื่อมโยงกับ 'การแทนที่แรงงาน' เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าคำพูดที่เชื่อมโยงกับ 'การสร้างงานใหม่' อันโซอาเตกีระบุว่าแนวโน้มนี้ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจะมีการเลิกจ้างเพิ่มเติมจริง แต่ควรอ่านเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางมากกว่า
เหตุผลที่ประเด็นนี้สำคัญต่อนักลงทุนในตลาดคริปโตและเทคโนโลยี เพราะ AI ไม่ได้เป็นเพียงธีมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการประเมินอัตราดอกเบี้ยและสินทรัพย์เสี่ยงด้วย อัตราว่างงานถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบาย ระดับที่ AI ส่งผลต่อการจ้างงานจึงเกี่ยวพันโดยตรงกับการตีความสภาพคล่องของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH)
มอร์แกน สแตนลีย์มองว่าในอดีตนวัตกรรมเทคโนโลยีเคยเบียดขับงานบางส่วนออกไปเช่นกัน แต่ในระยะยาวมักมาพร้อมกับการเพิ่มผลิตภาพ ตำแหน่งงานใหม่ และการขยายตัวของการจ้างงานโดยรวม อย่างไรก็ตาม หากรอบนี้ AI แพร่กระจายด้วยความเร็วที่เน้น 'แทนที่' มากกว่า 'เสริมศักยภาพ' แรงงานเหมือนที่ผ่านมา ก็อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายกว้างขึ้นได้เช่นกัน
ตัวเลขล่าสุดนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่า AI ได้เขย่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวงกว้างแล้ว แต่ชี้ให้เห็นว่าจุดที่เกิดแรงกระแทกก่อนคือที่ใด สัญญาณที่ยืนยันได้ในตอนนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานอายุน้อยและสายงานที่เสี่ยงต่อระบบอัตโนมัติ มากกว่าอัตราว่างงานโดยรวมของประเทศ
แหล่งข่าวอ้างอิง: Morgan Stanley, BlockBeats
ความคิดเห็น 0