สหภาพยุโรป(EU) ประกาศคุมเข้มมาตรการปกป้องการค้าเหล็กครั้งใหญ่ โดยกำหนดโควตานำเข้าเหล็ก 30 รายการแบบปลอดภาษีที่ 18.3 ล้านตันต่อปี ส่วนที่เกินโควตาจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 50% ท่ามกลางปัญหากำลังผลิตเหล็กล้นตลาดโลก
รอยเตอร์(Reuters) รายงานโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ของโกลด์แมนแซคส์(Goldman Sachs) ว่า การส่งออกของจีนไปยัง EU ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นราว 16% ขณะที่การส่งออกของ EU ไปจีนในช่วงเดียวกันขยายตัวไม่ถึง 10%
ประเด็นที่โกลด์แมนแซคส์ให้ 'น้ำหนัก' มากกว่าการขาดดุลการค้าทวิภาคี คือการแข่งขันใน 'ตลาดที่สาม' ระหว่างจีนกับ EU สินค้าจีนไม่ได้กดดันเฉพาะตลาดยุโรปเท่านั้น แต่ยังแย่งส่วนแบ่งราคาและตลาดในภูมิภาคอื่นที่บริษัทยุโรปพึ่งพาการส่งออกเช่นกัน
การแข่งขันในตลาดที่สาม หมายถึงโครงสร้างที่สองประเทศชนกันเพื่อแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันนอกตลาดภายในประเทศของตัวเอง สำหรับภาคการผลิตยุโรป แรงกดดันจากการต้องแข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตจีนในตลาดต่างประเทศอาจหนักกว่าการที่สินค้าจีนไหลเข้ามาขายในยุโรปเสียอีก
โกลด์แมนแซคส์มองว่าความได้เปรียบด้านต้นทุนของจีนกำลังส่งผลต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะอุปกรณ์ขนส่งและเครื่องจักรอุตสาหกรรม พร้อมระบุว่าส่วนแบ่งการส่งออกสินค้าทุนของยุโรปลดลงจาก 54% ในปี 2005 เหลือ 43% ในปัจจุบัน ขณะที่ส่วนแบ่งของจีนในช่วงเดียวกันเพิ่มจาก 7% เป็น 24%
มาตรการของ EU ครั้งนี้เป็นการเจาะจงรายสินค้า ต่างจากแนวทางเก็บภาษีเหมารวมแบบสหรัฐฯ โกลด์แมนแซคส์ระบุว่าเหล็ก เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน อาจเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกดดันเป็นลำดับต้น แต่มาตรการที่ประกาศใช้จริงในขณะนี้มีเพียงภาคเหล็กเท่านั้น
คณะกรรมาธิการยุโรป(European Commission) เริ่มบังคับใช้กฎปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยระบุว่ากำลังผลิตเหล็กส่วนเกินของโลกในปัจจุบันสูงกว่า 620 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 721 ล้านตัน
ตัวเลขการค้าสะท้อนแรงกดดันเดียวกันนี้ ยูโรสแตท(Eurostat) ระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2026 จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่งของ EU มูลค่า 145,300 ล้านยูโร คิดเป็น 23.1% ของการนำเข้าทั้งหมดจากนอกกลุ่ม EU
ขณะเดียวกัน การส่งออกของ EU ไปจีนในไตรมาสเดียวกันอยู่ที่ 47,600 ล้านยูโร ลดลง 7.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สถานการณ์นำเข้าที่ขยายตัวสวนทางกับการส่งออกที่หดตัว กลายเป็นแรงกดดันทั้งต่อภาคการผลิตและนโยบายการค้าของ EU ไปพร้อมกัน
ข้อมูลปี 2025 ระบุว่า EU ขาดดุลการค้ากับจีนถึง 359,800 ล้านยูโร โดยสินค้านำเข้าหลักคือเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องเสียง รวมถึงเครื่องใช้สำนักงานและอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล
กรณีของเยอรมนีสะท้อนภาระของภาคการผลิตยุโรปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รอยเตอร์รายงานว่าการส่งออกของเยอรมนีไปจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ลดลงกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือต่ำกว่า 37,000 ล้านยูโร ขณะที่ยอดขาดดุลการค้ากับจีนในช่วงเดียวกันขยายตัวเป็นราว 55,000 ล้านยูโร
มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กครั้งนี้จึงมีลักษณะเป็นการตั้งเกราะป้องกันให้กับอุตสาหกรรมที่มีตัวเลขกำลังผลิตล้นตลาดชัดเจน มากกว่าจะเป็นการควบคุมสินค้าจีนทั้งหมดแบบเหมารวม ส่วนเครื่องจักรและเคมีภัณฑ์พื้นฐานยังเป็นเพียงกลุ่มที่โกลด์แมนแซคส์คาดการณ์ไว้ ไม่ใช่นโยบายที่ EU ยืนยันแล้ว
ตัวเลขที่ระบุว่าการส่งออกของจีนราว 27% อาจได้รับผลกระทบ ยังไม่ได้รับการยืนยันซ้ำโดยตรงจากรอยเตอร์ เอกสารเผยแพร่ของโกลด์แมนแซคส์ หรือสถิติของยูโรสแตท จึงควรมองแยกจากผลกระทบเชิงนโยบายที่ยืนยันแล้ว และถือเป็นข้อกล่าวอ้างที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ประเด็นนี้เป็นตัวแปรเชิงมหภาคและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตยุโรป อุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาจีน มากกว่าจะเชื่อมโยงโดยตรงกับสินทรัพย์ดิจิทัล ยังไม่มีบริษัท โทเคน หรือผลิตภัณฑ์คริปโตใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนี้
อย่างไรก็ตาม กำแพงภาษีการค้าและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอาจเป็น 'ตัวแปรพื้นหลัง' ที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม มาตรการอย่างเป็นทางการของ EU ในขณะนี้คือโควตาเหล็กและภาษี 50% สำหรับส่วนเกิน ส่วนจะขยายไปยังสินค้าประเภทอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ยังต้องรอการประกาศแยกต่างหาก
ความคิดเห็น 0