เทเธอร์(Tether) ประกาศ 'ยุติ' โครงการลงทุนขุดบิตคอยน์(BTC) ในอุรุกวัย หลังเผชิญข้อพิพาทสัญญาจ่ายไฟฟ้าที่ลากยาวจนนำไปสู่การตัดกระแสไฟและการปลดพนักงานจำนวนมาก ทั้งนี้มูลค่าการลงทุนในเหมืองขุดทั้งสองแห่งถูกประเมินโดยแหล่งข่าวภายนอกไว้ที่ราว 120 ล้านดอลลาร์
รอยเตอร์ส(Reuters) รายงานโดยอ้างอิงเอกสารและบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องว่า แผนขุดบิตคอยน์ของเทเธอร์ในอุรุกวัยล้มเหลวลงโดยพฤตินัย ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 เทเธอร์เคยประกาศแผนลงทุนด้านการผลิตพลังงานและการขุด BTC อย่างยั่งยืนในประเทศนี้ โดยชูจุดแข็งเรื่องพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่นเป็นฐานของโครงการ
ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลที่เทเธอร์เปิดเผยเองโดยตรง รอยเตอร์สอ้างการประเมินของอดีตผู้รับเหมาที่เคยทำงานกับโครงการ ระบุว่าเทเธอร์ทุ่มเงินลงทุนในเหมืองขุดสองแห่งที่จังหวัดฟลอริดา(Florida) ของอุรุกวัย แห่งละประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งสิ้นราว 120 ล้านดอลลาร์
แก่นของข้อพิพาทอยู่ที่การตีความสัญญาจ่ายไฟ ฝ่ายเทเธอร์มองว่าปริมาณไฟที่ระบุในสัญญาเป็น 'ปริมาณขั้นต่ำ' ที่สามารถขอเพิ่มได้ในภายหลัง ขณะที่การไฟฟ้าแห่งชาติอุรุกวัยหรือยูทีอี(UTE) ตีความว่าเป็น 'ปริมาณสูงสุด' ที่ห้ามเกิน เมื่อความต้องการใช้ไฟของเหมืองขุดเพิ่มขึ้น มีรายงานว่าบางพื้นที่ไม่ได้รับไฟฟ้าเพียงพอต่อเนื่องนานหลายวัน
ไมโครฟิน(Microfin) บริษัทลูกของเทเธอร์ในอุรุกวัย หยุดจ่ายค่าไฟตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และแจ้งความประสงค์ยกเลิกสัญญาต่อยูทีอีในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน กระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 ยูทีอีจึงตัดไฟเหมืองขุดทั้งหมด สื่อท้องถิ่นบุสเกดา(Busqueda) รายงานว่ายอดค้างชำระอยู่ที่ราว 5 ล้านดอลลาร์ ส่วนค่าไฟรายเดือนอยู่ที่ราว 2 ล้านดอลลาร์
การปิดกิจการนำไปสู่การลดพนักงานตามมา เอลออบเซร์บาดอร์(El Observador) รายงานว่าเทเธอร์แจ้งกระทรวงแรงงานและประกันสังคมของอุรุกวัยถึงการยุติการดำเนินงานเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 พร้อมปลดพนักงาน 30 คนจากทั้งหมด 38 คน ด้านรอยเตอร์สรายงานว่ายูทีอีระบุว่าหนี้ค้างชำระได้รับการเคลียร์เรียบร้อยแล้วในเดือนธันวาคม 2025
หากมองเผินๆ อุรุกวัยดูเหมือนประเทศที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อธุรกิจขุดคริปโต ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม พลังงาน และเหมืองแร่ของอุรุกวัยระบุว่าในปี 2025 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 98% แบ่งเป็นพลังน้ำ 46% พลังลม 34% ชีวมวล 14% และพลังงานแสงอาทิตย์ 4% ส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลมีสัดส่วนเพียง 2%
แต่ความสำเร็จของการขุดบิตคอยน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว เหมืองขุดต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และผลกำไรขึ้นอยู่กับอัตราค่าไฟ ความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ และความชัดเจนของสัญญาเป็นสำคัญ ต่อให้มีโครงข่ายไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตพร้อม แต่ถ้าค่าไฟสูง ก็อาจกลายเป็นภาระของธุรกิจขุดได้เช่นกัน
กรณีนี้สะท้อนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศของบริษัทคริปโตรายใหญ่ อาจถูกกำหนดโดยสัญญาจ่ายไฟและโครงสร้างต้นทุนท้องถิ่นมากกว่าขนาดเงินลงทุน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงแนวโน้มที่ภาคการขุดบิตคอยน์กำลังถูกประเมินมูลค่าใหม่ระหว่างอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานกับตลาดศูนย์ข้อมูล AI
ยังมีช่องว่างระหว่างคำอธิบายของเทเธอร์กับรายงานจากสื่อภายนอกด้วย หน้า 'Power Page' ของเทเธอร์ในปัจจุบันยังคงนำเสนอโครงการในอุรุกวัยและเอลซัลวาดอร์ในฐานะกรณีศึกษาความสำเร็จ ขณะที่รายงานของรอยเตอร์สและสื่อท้องถิ่นกลับชี้ว่าโครงการในอุรุกวัยต้องยุติลงเพราะปัญหาสัญญาจ่ายไฟและต้นทุน
รายงานฉบับนี้ให้รายละเอียดมากกว่ารายงานก่อนหน้าของ TokenPost ที่เคยระบุว่าโครงการขุดบิตคอยน์ของเทเธอร์ในอุรุกวัยต้องยุติลงเพราะข้อพิพาทสัญญาจ่ายไฟ โดยครั้งนี้มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนขึ้น พร้อมตัวเลขยอดค้างชำระและจำนวนพนักงานที่ถูกปลดออก และยืนยันว่าทั้งการตัดไฟ การแจ้งยุติดำเนินงาน และการเคลียร์หนี้ เกิดขึ้นภายในปี 2025 ทั้งหมด
เทเธอร์เปิดเผยในรายงานช่วงปลายปี 2025 ว่าพอร์ตการลงทุนของบริษัทมีมูลค่าเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิปี 2025 อยู่ที่มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ผลกระทบของกรณีอุรุกวัยต่อฐานะการเงินโดยรวมของบริษัทยังต้องรอการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่กรณีนี้ก็ทิ้งบทเรียนไว้ว่า ปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายได้ โครงสร้างอัตราค่าไฟ และการตีความสัญญา ล้วนเป็น 'ความเสี่ยงหลัก' ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขุดคริปโต
ความคิดเห็น 0