อัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ อาจเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของ เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่งานสัมมนาแจ็กสันโฮล หากวอร์ชไม่อธิบายมุมมองต่อดอกเบี้ยและเศรษฐกิจมหภาคให้ชัดเจน และเลือกพูดเฉพาะประเด็นนวัตกรรมทางการเงิน ตลาดอาจตีความ 'ช่องว่างเชิงนโยบาย' นี้ผ่านการปรับราคาดอกเบี้ยเอง
มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป(MUFG) ระบุไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) ก่อนที่วอร์ชจะกล่าวสุนทรพจน์หลักในงานสัมมนานโยบายเศรษฐกิจแจ็กสันโฮล จอร์จ กอนซัลเวส(George Goncalves) ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์มหภาคสหรัฐฯ ของ MUFG กล่าวว่า "หากครั้งนี้ตลาดยังได้รับมุมมองเชิงนโยบายน้อยเหมือนเดิม ตลาดดอกเบี้ยก็อาจถูกกดดันอีกครั้ง" คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลว่าความไม่ชัดเจนของเฟดเองอาจกลายเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องราคาเข้าไปเอง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแคนซัสซิตี จัดงานสัมมนาแจ็กสันโฮลประจำปีนี้ระหว่างวันที่ 27-29 ที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ภายใต้หัวข้อ 'นวัตกรรมทางการเงิน: นัยต่อระบบชำระเงินและนโยบาย' โดยสุนทรพจน์ของวอร์ชมีกำหนดในวันที่ 28 เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฝั่งตะวันออก หรือตรงกับ 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของวันเดียวกัน
วาระของปีนี้ครอบคลุมประเด็นการแปลงสินทรัพย์ทางการเงินให้เป็นโทเคน(Tokenization) นวัตกรรมด้านการชำระเงิน และปัจจัยที่ธนาคารกลางต้องพิจารณาเชิงนโยบาย งานสัมมนาแจ็กสันโฮลเป็นกิจกรรมประจำปีที่มีเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางและนักเศรษฐศาสตร์จากประเทศสำคัญเข้าร่วม และคำกล่าวของประธานเฟดมักถูกตลาดใช้เป็นข้อมูลประเมินทิศทางดอกเบี้ยและท่าทีนโยบายการเงิน
MUFG แบ่งแนวทางที่วอร์ชอาจเลือกใช้ในการกล่าวสุนทรพจน์ออกเป็นสามแนวทาง ได้แก่ △เน้นเฉพาะประเด็นการเงินดิจิทัล △กล่าวถึงเศรษฐกิจมหภาคบางส่วน และ △เปิดเผยกรอบแนวคิดด้านนโยบายการเงินของตนเอง โดย MUFG มองว่า หากวอร์ชเลือกแนวทางแรก ตลาดอาจผิดหวังมากขึ้น
ปัจจุบันตลาดยังไม่สามารถประเมิน 'ฟังก์ชันการตอบสนองเชิงนโยบาย' ของวอร์ชได้อย่างชัดเจน MUFG วิเคราะห์ว่า หากไม่มีสัญญาณเพิ่มเติมออกมา ดอกเบี้ยระยะยาวอาจปรับตัวกลับขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่เคยขึ้นไปก่อนหน้านี้ ลบล้างการปรับลดที่เกิดขึ้นล่าสุด
กอนซัลเวสระบุว่า "อย่างน้อยตลาดควรรู้ว่าควรโฟกัสที่เรื่องใด" ซึ่งสะท้อนว่าแม้วอร์ชจะไม่ระบุทิศทางดอกเบี้ยนโยบายครั้งถัดไปโดยตรง แต่ก็ควรชี้แจงว่าให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดใดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ การจ้างงาน งบดุลของเฟด หรือภาวะการเงินโดยรวม
รูปแบบการสื่อสารของวอร์ชกลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดไปแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาวอร์ชแสดงท่าทีต้องการลดการใช้ 'forward guidance' หรือแนวทางการสื่อสารที่ธนาคารกลางบอกทิศทางนโยบายดอกเบี้ยล่วงหน้าเพื่อลดความไม่แน่นอนของตลาด
ก่อนหน้านี้ โทเคนโพสต์เคยรายงานว่าแนวคิดเรื่องการลดการให้แนวทางล่วงหน้าของวอร์ชเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงเรื่องบทบาทการส่งสัญญาณข้อมูลของราคาตลาด ประเด็นในตอนนั้นคือความกังวลว่า หากเฟดให้ข้อมูลชี้นำล่วงหน้ามากเกินไป ราคาตลาดอาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณข้อมูลอิสระได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน MUFG ก็ระบุชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎเทย์เลอร์(Taylor Rule) แบบตายตัวในการกำหนดนโยบาย ซึ่งกฎเทย์เลอร์เป็นสูตรคำนวณระดับดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมโดยอิงจากอัตราเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจ ผลการวิเคราะห์ของ MUFG พบว่า หากนำตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบันเข้าสูตรนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ควรอยู่สูงกว่าระดับปัจจุบันราว 100-175bps
1bp เท่ากับ 0.01 เปอร์เซ็นต์พอยต์ อย่างไรก็ตาม MUFG มองว่าหากนำผลลัพธ์นี้ไปใช้กำหนดนโยบายโดยตรง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการคุมเข้มนโยบายมากเกินไป
กอนซัลเวสกล่าวเสริมว่า "หากยึดตามกฎเทย์เลอร์ การขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวคงไม่เพียงพอ และหากมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีกสูงสุดถึง 175bps จากระดับปัจจุบัน โอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวรุนแรงหรือตลาดการเงินจะเผชิญการปรับฐานครั้งใหญ่ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย" คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างระดับดอกเบี้ยที่สูตรคำนวณออกมากับการดำเนินนโยบายจริง
ในทางปฏิบัติ เฟดไม่ได้ใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่พิจารณาทั้งระดับการเบี่ยงเบนของเงินเฟ้อและการจ้างงานจากเป้าหมาย รวมถึงภาวะการเงินและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน โดย MUFG เองก็มองว่า จากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด เฟดยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้
MUFG เปิดเผยประมาณการเมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมาว่า คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 ประเด็นที่ตลาดต้องการยืนยันจากสุนทรพจน์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่เป็นเกณฑ์การตัดสินใจเชิงนโยบายที่วอร์ชจะนำเสนอมากกว่า
สำหรับนักลงทุนไทย สุนทรพจน์ครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรติดตาม เพราะเกี่ยวโยงกับทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ และบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม เนื่องจากดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐฯ มีผลต่ออัตราคิดลดของสินทรัพย์ต่างประเทศและสภาพคล่องของเงินดอลลาร์ ก่อนหน้านี้โทเคนโพสต์เคยรายงานว่าการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว และความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดตราสารหนี้ ถูกกล่าวถึงในฐานะปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานที่จะชี้ทิศทางราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) โดยตรง แต่หากความผันผวนของพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมได้เช่นกัน สุนทรพจน์หลักของวอร์ชในงานแจ็กสันโฮลมีกำหนดเริ่มขึ้นเวลา 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของวันที่ 28
ความคิดเห็น 0