โดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับการยืนยันว่าซื้อขายหุ้นสามัญของคูปัง(Coupang·$CPNG) บริษัทอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ถึงสองครั้งในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางความขัดแย้งด้านการค้าและกฎระเบียบระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ที่เกี่ยวพันกับบริษัทดังกล่าว ซึ่งกลับมาเชื่อมโยงกับประเด็นการซื้อขายหุ้นรายตัวของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่อีกครั้ง
ตามเอกสารรายงานทรัพย์สินของสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลกลางสหรัฐฯ(Office of Government Ethics, OGE) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 ระบุว่า ธุรกรรมซื้อขายหุ้นของทรัมป์ในเดือนมิถุนายนมีทั้งหมด 1,051 รายการ ในจำนวนนี้เป็นการซื้อขายหุ้นสามัญของคูปัง 2 รายการ โดยวันที่ 3 มิถุนายน ขายหุ้นมูลค่าประมาณ 1,001-15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.38-20.63 ล้านวอน) และวันที่ 24 มิถุนายน ซื้อหุ้นมูลค่าประมาณ 15,001-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20.63-68.75 ล้านวอน)
เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยมูลค่าธุรกรรมเป็นช่วงตัวเลข ไม่ใช่ราคาปิดที่แท้จริง จึงไม่สามารถคำนวณราคาซื้อจริง กำไรขาดทุน หรือมูลค่าถือครองสุดท้ายจากข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะธุรกรรมเดือนมิถุนายน ช่วงมูลค่าการซื้อสูงกว่าช่วงมูลค่าการขาย
การซื้อขายหุ้นคูปังของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เอกสารรายงานที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่าเขาซื้อขายหุ้นคูปังมาแล้ว 18 ครั้งตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลชุดนั้น มูลค่าหุ้นคูปังตามราคาพาร์ที่ทรัมป์ถือครองอยู่ ประเมินสูงสุดที่ 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 178.75 ล้านวอน)
คูปังเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และในขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญในตลาดอีคอมเมิร์ซของเกาหลีใต้ หลังเกิดเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลขนาดใหญ่ ตามมาด้วยมาตรการคว่ำบาตรจากรัฐบาลเกาหลีใต้ การคัดค้านของฝ่ายคูปัง และข้อโต้แย้งเรื่องการล็อบบี้ในสหรัฐฯ ทำให้ประเด็นนี้ขยายวงกว้างเกินกว่าปัญหาระดับบริษัท กลายเป็นวาระด้านการค้าระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ทิศทางราคาหุ้นคูปัง แต่อยู่ที่การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ถือครองและซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นกฎระเบียบของเกาหลีใต้ ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าการเปิดเผยธุรกรรมหลักทรัพย์ของประธานาธิบดีทรัมป์ได้จุดชนวนข้อโต้แย้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนให้บานปลาย
สื่อสหรัฐฯ เองก็นำเสนอประเด็นการซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งของทรัมป์ในมุมมองด้านจริยธรรมมาโดยตลอด วอลล์สตรีทเจอร์นัล(Wall Street Journal) วิเคราะห์การเปิดเผยธุรกรรมเดือนมิถุนายนและรายงานว่าทรัมป์ซื้อขายหุ้นรายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาว จนก่อให้เกิดความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่ซีเอ็นเอ็น(CNN) รายงานว่าในช่วงสงครามอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน มีการซื้อขายหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกิดขึ้นด้วย
ทำเนียบขาวยืนยันว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจสั่งการบัญชีลงทุนของตนเอง โดยระบุว่าพอร์ตการลงทุนของเขาบริหารจัดการอย่างเป็นอิสระโดยสถาบันการเงินบุคคลที่สาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เอกสารเปิดเผยต่อสาธารณะยืนยันได้มีเพียงการมีอยู่ของธุรกรรม ช่วงมูลค่า และช่วงเวลาที่รายงาน ส่วนใครเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนจริง หรือธุรกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงนโยบายใดหรือไม่ ไม่สามารถยืนยันได้จากเอกสารเปิดเผยเพียงอย่างเดียว
กฎหมายจริยธรรมของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ไม่ได้บังคับให้ประธานาธิบดีต้องขายทรัพย์สินที่ถือครองอยู่หรือจัดตั้งทรัสต์แบบไม่เปิดเผยข้อมูล (blind trust) แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตหลายคนเลือกที่จะขายทรัพย์สินที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือจัดตั้งทรัสต์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ ทรัมป์ถูกกล่าวถึงในฐานะกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมนี้
ก่อนหน้านี้ เอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และโรเบิร์ต การ์เซีย(Robert Garcia) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทรัมป์เปิดเผยชื่อผู้จัดการการลงทุนตัวจริงและระบุว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อขายหรือไม่ โดยเส้นตายคำตอบที่สมาชิกสภาคองเกรสทั้งสองกำหนดไว้คือวันที่ 28 สิงหาคม 2026
การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ยังคงเป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ของความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ประธานาธิบดีกับการบริหารสินทรัพย์อย่างเชิงรุก มากกว่าจะเป็นเรื่องของหุ้นคูปังเพียงบริษัทเดียว เนื่องจากเอกสารเปิดเผยยังคงอยู่ในรูปแบบช่วงตัวเลขเท่านั้น ข้อถกเถียงเกี่ยวกับขนาดธุรกรรมและผู้มีอำนาจตัดสินใจลงทุนจริง จึงอาจดำเนินต่อไปในเวทีอภิปรายของรัฐสภาและหน่วยงานกำกับดูแลจริยธรรม
ความคิดเห็น 0