วิดีโอปลอมและโปรเจกต์คริปโตเถื่อนที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้กลโกงการลงทุนในสหรัฐฯ ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ยอดความเสียหายจากการหลอกลวงด้านการลงทุนที่มีผู้แจ้งในปี 2025 พุ่งทะลุ 8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 38%
สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภครัฐนิวยอร์ก (New York State Consumer Protection Bureau) ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ระบุว่าในปี 2025 มีผู้แจ้งความเสียหายจากการหลอกลวงด้านการลงทุนรวม 144,041 กรณี โดยค่ามัธยฐานความเสียหายต่อรายอยู่ที่ 10,560 ดอลลาร์ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าการหลอกลวงด้านการลงทุนเป็นประเภทที่สร้างความเสียหายสูงสุดในบรรดาประเภทการฉ้อโกงที่คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (Federal Trade Commission, FTC) รวบรวมไว้ในปี 2025
ใจความสำคัญของคำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่อาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่มี AI เข้ามาเกี่ยว แต่เป็นการเปลี่ยน ‘บรรจุภัณฑ์’ ของกลโกงลงทุนแบบเดิม มิจฉาชีพเข้าหาเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ข้อความ แอปหาคู่ โฆษณาออนไลน์ และอีเมล จากนั้นสร้างความสนิทสนมก่อนโชว์หน้าจอการลงทุนปลอม ยอดเงินในบัญชีปลอม และประวัติการซื้อขายที่ถูกดัดแปลง เพื่อจูงใจให้โอนเงินเพิ่ม
AI ถูกใช้สร้างวิดีโอและเสียงที่ดูเหมือนคนดังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจริง เมื่อคลิปดีปเฟก (deepfake) ที่เลียนแบบใบหน้าและน้ำเสียงของบุคคลจริงถูกนำไปแนบกับการชักชวนลงทุน เหยื่อก็มักเข้าใจว่าเป็นข้อมูลจากบริการทางการเงินที่ถูกต้อง
คริปโตก็ถูกใช้เป็นช่องทางหลักเช่นกัน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภครัฐนิวยอร์กระบุว่ามิจฉาชีพอาจปลอมตัวเป็นบริษัทจริงเพื่อชักจูงให้เหยื่อลงทุนในตลาดคริปโตที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมเตือนว่าเหรียญและโทเคนที่โฆษณาอาจเป็นเพียงเครื่องมือดูดเงินจากผู้ซื้อ
ด้าน FTC ออกประกาศเตือนผู้บริโภคเมื่อเดือนเมษายน 2026 ระบุว่ายอดแจ้งความเสียหายจากการหลอกลวงด้านการลงทุนในปี 2025 เกิน 7.9 พันล้านดอลลาร์ และค่ามัธยฐานความเสียหายต่อรายเกิน 10,000 ดอลลาร์ โดยช่องทางที่เหยื่อเข้าถึงกลโกง ได้แก่ โซเชียลมีเดีย วอตส์แอป (WhatsApp) และโฆษณาออนไลน์
รูปแบบที่ FTC ชี้เป็นสัญญาณอันตรายคือการเสนอ ‘โค้ช’ สอนทำเงินผ่านหุ้น ฟอเร็กซ์ หรือคริปโต มิจฉาชีพจะโชว์หน้าจอกำไรในช่วงแรกเพื่อจูงใจให้ใส่เงินเพิ่มขึ้น หรืออ้างว่าต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมก่อนจึงจะถอนเงินได้
สำนักงานอัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์กก็ออกคำเตือนเมื่อวันที่ 6 เมษายน เกี่ยวกับกลโกงลงทุนที่แพร่กระจายบนแพลตฟอร์มเมตา(META) โดยระบุสัญญาณเสี่ยงว่าได้แก่ คลิปดีปเฟกอ้างคำแนะนำจากคนดัง แพลตฟอร์มลงทุนปลอม สินทรัพย์คริปโตปลอม รูปแบบปั่นราคาแล้วเทขาย (pump-and-dump) และการชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในวอตส์แอปหรือเทเลแกรม (Telegram)
เลติเทีย เจมส์(Letitia James) อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก กล่าวในคำเตือนดังกล่าวว่า “มิจฉาชีพกำลังอาศัยชื่อของคนในวงการการเงินและคนดังที่ผู้คนไว้วางใจ เพื่อขโมยเงินออมของชาวนิวยอร์ก” คำพูดนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงที่หน่วยงานกำกับดูแลกังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่โครงสร้างการปลอมตัวที่ยืมความน่าเชื่อถือของผู้อื่นมาใช้
สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ระบุว่าความเสียหายจากอาชญากรรมอินเทอร์เน็ตในปี 2025 อยู่ที่ราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นรายงานที่เกี่ยวข้องกับคริปโต 181,565 กรณี คิดเป็นความเสียหายกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์
ข้อมูลของ FBI ยังระบุว่ามีรายงานที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 22,364 กรณี ความเสียหายราว 893 ล้านดอลลาร์ เมื่อทั้ง AI และคริปโตต่างติดอันดับประเภทความเสียหายขนาดใหญ่พร้อมกัน หลายฝ่ายมองว่าสะท้อนแนวโน้มที่กลโกงลงทุนออนไลน์ใช้ทั้งการปลอมตัวด้วยเทคโนโลยีและช่องทางชำระเงินควบคู่กันมากขึ้น
สำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ประเด็นสำคัญคือคำเตือนครั้งนี้ไม่ได้เจาะจงเหรียญหรือกระดานเทรดใดเป็นการเฉพาะ ยังไม่มีข้อมูลที่จะชี้ชัดถึงผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์รายตัว โดยแก่นของเรื่องอยู่ที่การตรวจสอบโปรเจกต์หลอกลวงและแพลตฟอร์มปลอมตัวมากกว่า
คำเตือนลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ ทางการออสเตรเลียเคยประกาศว่าได้สกัดกั้นกลโกงลงทุนออนไลน์ที่ใช้ AI และแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งที่มองว่าโฆษณาแอบอ้างคนดังและแพลตฟอร์มซื้อขายปลอมเป็นความเสี่ยงร่วมกัน
สำหรับนักลงทุนในไทยเอง สัญญาณเตือนภัยก็ไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการการันตีผลตอบแทน คลิปคนดังแนะนำการลงทุน การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มก่อนถอนเงิน หรือการชวนย้ายไปคุยในเทเลแกรมและวอตส์แอป ล้วนเป็นสัญญาณที่ทั้งรัฐนิวยอร์ก FTC และ FBI ระบุตรงกัน
ท้ายที่สุด คำเตือนชุดนี้สื่อสารตรงกันว่านักลงทุนควรตรวจสอบด้วยตัวเองว่าแพลตฟอร์มมีนิติบุคคลจริงหรือไม่ มีช่องทางติดต่อทางการหรือไม่ จดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ และเงื่อนไขการถอนเงินเป็นอย่างไร นี่ไม่ใช่มาตรการเล่นงานเหรียญหรือกระดานเทรดใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการจัดการกับการชักชวนลงทุนแบบปลอมตัวที่ AI ทำให้ซับซ้อนขึ้น ในฐานะความเสี่ยงต่อผู้บริโภค
ความคิดเห็น 0