บริษัทเหมืองขุดบิตคอยน์(BTC) อย่างบิตฟาร์มส์(Bitfarms) ได้ลงนามข้อตกลงเงินกู้แบบส่วนตัวกับธนาคารเพื่อการลงทุนสัญชาติออสเตรเลีย แมคควอรี(Macquarie) มูลค่ารวมสูงสุดถึง 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4,380 ล้านบาท โดยเงินทุนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะกลางถึงยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) โดยจะเน้นไปที่โครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล Panther Creek ในนครเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
จากประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่า จำนวน 50 ล้านดอลลาร์แรก (ประมาณ 730 ล้านบาท) จะถูกนำมาใช้เป็นเงินทุนเริ่มต้น ก่อนที่จะทยอยปล่อยเงินกู้เพิ่มเติมอีก 250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,650 ล้านบาท) ตามความคืบหน้าของโครงการ โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้คาดว่าจะสามารถรองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 500 เมกะวัตต์ และจะใช้แหล่งพลังงานที่หลากหลายในการดำเนินงาน *คำ*จากโจชัว สตีเวนส์(Joshua Stevens) รองประธานของแมคควอรีมองว่า เมื่อการก่อสร้างเข้าสู่ระยะจริง ความต้องการใช้บริการ HPC จะไหลเข้าสู่โครงการนี้อย่างรวดเร็ว
โปรเจกต์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มที่ผู้ประกอบการเหมืองขุดต่างเร่งปรับกลยุทธ์เข้าสู่ธุรกิจใหม่ *คำ*จากแรงกดดันของการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์(AI) ซึ่งทำให้ความต้องการในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งรายได้ที่ลดลงหลังการ ‘ฮาล์ฟวิ่ง’ ของบิตคอยน์ยังส่งผลให้การสร้างรายได้จากแหล่งใหม่กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม บริษัทบิตฟาร์มส์ยังประสบปัญหาในการรับมือกับข้อกำหนดด้านการขยายการใช้พลังงาน โดยรายงานผลประกอบการล่าสุดชี้ว่า การขออนุมัติที่เกี่ยวข้องอาจใช้เวลานานถึง 36 เดือน *คำ*เบน แก็กนอน(Ben Gagnon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทกล่าวว่า การเข้าซื้อบริษัท Stronghold Digital Mining มูลค่า 125 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,825 ล้านบาท) จะเป็นกลไกหลักที่ช่วยเร่งการเพิ่มกำลังไฟของบริษัทในระยะต่อไป
บิตฟาร์มส์ยังดำเนินกลยุทธ์สร้างความมั่นคงด้านการเงินผ่านการถือครองบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 ปี 2024 บริษัทสามารถขุดบิตคอยน์ได้รวม 654 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 60,800 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ขณะนี้บริษัทถือครองบิตคอยน์อยู่ทั้งหมด 1,152 BTC ซึ่งอยู่ในระดับต้น ๆ ของบริษัทเหมืองขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ทั้งนี้ บริษัทเหมืองขุดรายใหญ่อื่น ๆ เช่น ไฮฟ์ ดิจิทัล(Hive Digital), คอร์ ไซแอนติฟิก(Core Scientific), เฮิร์ต8(Hut8) และ บิต ดิจิทัล(Bit Digital) ต่างก็เดินหน้าปรับกลยุทธ์ไปสู่ตลาด AI และ HPC เช่นกัน โดยตัวอย่างจากไฮฟ์ที่ได้เปลี่ยน GPU ของเอ็นวีเดียบางส่วนไปใช้สำหรับงานวิเคราะห์ AI และสามารถทำรายได้กว่า 2 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เทียบกับรายได้จากการขุดคริปโตซึ่งอยู่ที่เพียงประมาณ 0.12 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงเท่านั้น
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมคริปโต การที่บิตฟาร์มส์ระดมทุนขนาดใหญ่ในครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยับสถานะของบริษัทในตลาด HPC และปูทางสู่การเติบโตผ่านแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต *ความคิดเห็น*หากสามารถเอาชนะข้อจำกัดด้านเวลาและกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 0