คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางยุโรป(ECB) จะประชุมที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 9-10 นี้ เพื่อพิจารณาตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซน หลังอัตราเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ไตรมาส 2 เติบโต 0.6% ทำให้ตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินยังสวนทางกันอยู่
การประชุมครั้งนี้จัดโดย ธนาคารกลางเยอรมนี(บุนเดสแบงก์) โดย ECB มีกำหนดประกาศผลการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในวันที่ 10 จากนั้นจะมีการแถลงข่าวโดย คริสติน ลาการ์ด(Christine Lagarde) ประธาน ECB และ บอริส วูยชิช(Boris Vujčić) รองประธาน ECB
รายงานประมาณการเศรษฐกิจมหภาคของยูโรโซนก็มีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 10 เช่นกัน การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นนอกเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ ECB ตามธรรมเนียมที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะหมุนเวียนสถานที่จัดประชุมไปตามเมืองสำคัญต่างๆ ในยูโรโซน
ตามข้อมูลของ ยูโรสแตท(Eurostat) อัตราเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 3.3% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางของ ECB ที่ระดับ 2%
สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยประเด็นที่ยังต้องจับตาคือแรงกดดันด้านต้นทุนเหล่านี้จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน
ในทางกลับกัน ตัวเลขเศรษฐกิจกลับปรับตัวดีขึ้น โดย GDP ของยูโรโซนในไตรมาส 2 เติบโต 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ต่างจากไตรมาส 1 ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจแทบหยุดนิ่ง สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ยังยากที่จะสรุปทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงสองตัวนี้เท่านั้น ECB ยืนยันมาตลอดว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งจะพิจารณาจากประมาณการเงินเฟ้อและความเสี่ยง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน รวมถึงกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินโดยรวม
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักของ ECB อยู่ที่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก(Deposit Facility Rate) 2.25% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลัก(Main Refinancing Rate) 2.40% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม(Marginal Lending Facility Rate) 2.65% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นอัตราที่ใช้เมื่อธนาคารพาณิชย์นำเงินไปฝากไว้กับ ECB ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่มมีผลต่อเงื่อนไขการระดมทุนของสถาบันการเงิน
คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ECB มักประชุมทุกประมาณ 6 สัปดาห์ โดยในการประชุมแต่ละครั้งจะพิจารณาร่วมกันว่าการดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือไม่ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไปหรือไม่ และราคาพลังงานกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลต่อเงินเฟ้อระยะกลางอย่างไร
การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลต่อสภาพคล่องของเงินยูโรและเงื่อนไขการระดมทุนในตลาดการเงินด้วย เนื่องจากคำอธิบายของ ECB เกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยและทิศทางนโยบายในระยะต่อไป มีความเป็นไปได้ที่จะสะท้อนอยู่ในตลาดพันธบัตรและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับตลาดคริปโท ผลการประชุม ECB ถือเป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคที่ต้องติดตามเช่นกัน แต่เอกสารการประชุมที่เปิดเผยออกมายังไม่มีการระบุท่าทีด้านนโยบายต่อ บิตคอยน์(BTC) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ โดยตรง รวมถึงไม่มีสัญญาณผลกระทบต่อตลาดคริปโทอย่างชัดเจน
แนวคิดด้านการเงินแบบโทเคไนซ์(Tokenized Finance) ของ ECB เชื่อมโยงกับทิศทางการใช้เงินของธนาคารกลางเป็นสินทรัพย์ชำระบัญชี โดย การหารือก่อนหน้านี้ ที่ ECB เสนอให้เงินของธนาคารกลางเป็นสินทรัพย์ชำระบัญชีขั้นสุดท้ายของระบบการเงินแบบโทเคไนซ์ ก็เคยถูกนำเสนอในรายงานก่อนหน้าเช่นกัน
การเงินแบบโทเคไนซ์เป็นโครงสร้างที่ใช้ เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์(DLT) เพื่อเชื่อมโยงสินทรัพย์และเครื่องมือชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล โดย ECB เดินหน้าผลักดันการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเข้ากับระบบชำระเงินยูโรซิสเต็ม(Eurosystem) ที่มีอยู่เดิม แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้จะมีท่าทีต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแยกออกมาเป็นการเฉพาะหรือไม่
การประชุมที่กรุงเบอร์ลินครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงที่ทิศทางเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจสวนทางกัน ขณะที่เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย แต่สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏ ทำให้ต้องจับตาว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะให้น้ำหนักกับตัวเลขใดมากกว่ากัน
ECB มีกำหนดเปิดเผยเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้พร้อมประมาณการเศรษฐกิจ ผ่านการประกาศนโยบายและการแถลงข่าวในวันที่ 10 นี้
ความคิดเห็น 0