บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงถึง 54% จากจุดสูงสุด แต่บริษัทถือครองบิตคอยน์รายใหญ่กลับไม่ถูก 'บังคับขาย' (forced liquidation) แต่อย่างใด ตามผลวิเคราะห์ล่าสุด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเงินสดและหนี้สินของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน การไม่มีการบังคับขายจึงไม่อาจสรุปได้ว่าฐานะการเงินของทุกบริษัทมั่นคง
เว็บไซต์ข่าว Crypto Briefing รายงานว่า ระหว่างที่บิตคอยน์ร่วงจากราว 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 ลงมาอยู่ที่ 57,800-60,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2026 บริษัทเทรเชอรีบิตคอยน์รายใหญ่ไม่ได้เทขายเหรียญที่ถือครองเพราะขาดหลักประกัน (margin)
การบังคับขายเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้หรือตลาดแลกเปลี่ยนเทขายสินทรัพย์โดยไม่ขึ้นกับความต้องการของผู้ถือครอง ต่างจากการถูกเรียก 'เพิ่มหลักประกัน' (margin call) ซึ่งบริษัทยังสามารถหาหลักประกันหรือเงินทุนเพิ่มมาตอบสนองได้ จึงถือเป็นคนละกรณีกับการบังคับขาย
ตัวอย่างที่ถูกยกมาพูดถึงมากที่สุดคือ สแตรทิจี (Strategy, MSTR) ซึ่งถือครองบิตคอยน์ราว 846,000 เหรียญ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยบริษัทระบุในรายงานที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่าได้ขายบิตคอยน์ไป 1,395 เหรียญในไตรมาสเดียวกัน
รายงานดังกล่าวระบุราคาบิตคอยน์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ไว้ที่ 58,714 ดอลลาร์ โดยการขายครั้งนี้ถูกจัดประเภทเป็นการขาย 'โดยสมัครใจ' เพื่อระดมทุนและจ่ายเงินปันผล-ดอกเบี้ย ไม่ใช่การบังคับขายจากการขาดหลักประกัน
ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2026 สแตรทิจีมีหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่าต้น 6.7 พันล้านดอลลาร์ หุ้นบุริมสิทธิมูลค่าตามบัญชีรวม 15.5 พันล้านดอลลาร์ และเงินสำรองสกุลดอลลาร์ 871 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลหลังจากที่บริษัทซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินสดประมาณ 1.38 พันล้านดอลลาร์
ในการประกาศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 สแตรทิจีเปิดเผยว่ามีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 1.71 พันล้านดอลลาร์ เงินลงทุนระยะสั้น 736.1 ล้านดอลลาร์ และระบุว่าเงินสำรองสกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 พันล้านดอลลาร์
โดยทั่วไปบริษัทเทรเชอรีบิตคอยน์มักถือครองบิตคอยน์แบบ spot และระดมทุนผ่านการออกหุ้นหรือหุ้นกู้แปลงสภาพระยะยาว ต่างจากผู้เทรด futures หรือสัญญา perpetual ที่หากราคาร่วง อาจถูกปิดสถานะทันทีเพราะหลักประกันไม่เพียงพอ
การร่วงลงรอบนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างการบังคับปิดสถานะในตลาดอนุพันธ์ กับการบังคับขายบิตคอยน์ที่บริษัทถือครองอยู่ ก่อนหน้านี้ โทเค่นโพสต์เคยรายงาน กรณีที่ตลาดอนุพันธ์เกิดการบังคับขายขนาดใหญ่มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม การไม่มีการบังคับขายไม่ได้แปลว่ามูลค่าของผู้ถือหุ้นได้รับการปกป้อง ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามูลค่าตลาดรวมของบริษัทถือครองบิตคอยน์ 50 อันดับแรก ลดลงจากราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2025 เหลือราว 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ ปลายเดือนสิงหาคม 2026
ตัวเลขมูลค่าตลาดดังกล่าวสะท้อนทั้งราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลงและความผันผวนของราคาหุ้นบริษัทรวมกัน ส่วนกลุ่มตัวอย่างบริษัทที่นำมาวิเคราะห์และวิธีคำนวณยังต้องตรวจสอบแยกต่างหาก
ความเสี่ยงของบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว เพราะปริมาณเงินสด กำหนดครบอายุของหนี้ การวางหลักประกัน ภาระจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ย รวมถึงการตัดสินใจขายโดยสมัครใจ ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท
บิตคอยน์ส่วนที่ถือครองแบบไม่มีการวางหลักประกันจะไม่ถูกบังคับขายทันทีเหมือนสถานะในตลาดอนุพันธ์ แต่หากบริษัทตัดสินใจขายเพื่อระดมทุนหรือชำระหนี้ ปริมาณที่ถือครองก็ลดลงได้ไม่ว่าสภาพตลาดจะเป็นอย่างไร
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการร่วงลงอย่างหนักของบิตคอยน์ไม่ได้นำไปสู่การบังคับขายของบริษัทถือครองรายใหญ่โดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ว่าการไม่มีการบังคับขายกับการปกป้องมูลค่าผู้ถือหุ้นเป็นคนละเรื่องกัน
การประเมินความเสี่ยงจากการร่วงลงเพิ่มเติมในอนาคตจึงควรพิจารณาจากข้อมูลการเปิดเผยล่าสุดของแต่ละบริษัท เงื่อนไขการระดมทุน กำหนดครบอายุของหนี้ และความสามารถในการจ่ายเงินปันผล-ดอกเบี้ยควบคู่กันไป
ความคิดเห็น 0