หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีที่ถือครองอยู่ให้กระทรวงการคลังภายในวันนี้ (8) ตามรายงาน ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางกลยุทธ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างจริงจัง
รายงานฉบับนี้ไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลทั่วไป แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานสำหรับ ‘การสำรองบิตคอยน์(BTC)เชิงกลยุทธ์’ ของฝ่ายบริหารทรัมป์ อีกทั้งยังเป็นการจัดระเบียบสินทรัพย์ที่รัฐบาลถือครองภายใต้แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ‘ระบบสำรองสินทรัพย์ดิจิทัล’ พร้อมทั้งศึกษาศักยภาพการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านี้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ได้มีข้อกำหนดให้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยตรง และจะส่งตรงถึงสกอตต์ เบเซ็ต รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเท่านั้น
ประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสของรายงานนี้สร้างเสียงวิพากษ์ วิจารณ์จากหลายฝ่าย ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโตฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม โดยให้ความเห็นว่า “การที่หน่วยงานรัฐ ซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชน ปิดบังข้อมูลสินทรัพย์ในความครอบครอง อาจสั่นคลอนหลักประชาธิปไตยได้” หนึ่งในบุคคลในอุตสาหกรรมคริปโตซึ่งไม่เปิดเผยชื่อยังกล่าวว่า "หากสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว นั่นควรต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเป็นอันดับแรก"
เกิดความสับสนเกี่ยวกับเส้นตายของรายงานฉบับนี้ โดยช่วงแรกสื่อบางแห่งรายงานว่า วันครบกำหนดคือวันที่ 5 เมษายน แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ปรับเลื่อนวันส่งรายงานออกไปเป็นวันที่ 7 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
รายงานนี้ถูกมองว่าอาจเป็นก้าวแรกของนโยบายที่ให้ ‘คริปโตเคอเรนซี’ กลายเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งในนโยบายการเงินของประเทศ เห็นได้จากก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงจุดยืนหลายครั้งว่า บิตคอยน์ควรถูกจัดให้อยู่ในหมวดสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ และยังเคยกล่าวถึงแนวคิดการออก ‘บิตบอนด์’ ซึ่งเป็นตราสารหนี้บนบล็อกเชนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของคริปโตที่หน่วยงานแต่ละแห่งถือครองอยู่ รวมถึงปริมาณของบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จะถูกเปิดเผยสู่สาธารณะหรือไม่ หากไม่มีการแถลงจากรัฐมนตรีเบเซ็ต หรือทำเนียบขาว ก็มีความเป็นไปได้ว่ารายงานฉบับนี้จะถูกใช้เป็นข้อมูลภายในเท่านั้น
แม้รายงานจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยตรง บางฝ่ายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงคาดว่า แผนการของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้คริปโตอย่างเป็นระบบนั้น จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในแง่ของ *การสำรองบิตคอยน์(BTC)* และ *การใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัล* ของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาในตลาดในระยะกลางถึงยาว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเก็บรักษาและประเภทของสินทรัพย์ที่รัฐบาลถือครองอยู่ในขณะนี้
ความคิดเห็น 0