ค่าใช้จ่ายในการปรับสมดุลระบบไฟฟ้าของอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 พันล้านปอนด์ในปีงบประมาณ 2024–2025 เนื่องจากข้อจำกัดในการส่งไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า ทำให้ต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและเพิ่มการผลิตจากก๊าซใกล้พื้นที่ผู้ใช้
คณะกรรมการความมั่นคงด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ของสภาสามัญอังกฤษเปิดเผยในรายงานต้นทุนไฟฟ้าที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 1.3 พันล้านปอนด์ในปีงบประมาณ 2019–2020 เป็น 2.7 พันล้านปอนด์ในปีงบประมาณ 2024–2025 โดยในจำนวนนี้เป็นค่าข้อจำกัดด้านการส่งไฟฟ้า 1.7 พันล้านปอนด์ คณะกรรมการระบุว่ากำลังการรองรับของโครงข่ายส่งไฟฟ้ายังไม่เพียงพอที่จะส่งไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากภาคเหนือไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าทางตะวันออกเฉียงใต้
ค่าใช้จ่ายในการปรับสมดุลระบบเกิดขึ้นระหว่างการปรับการผลิตและการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกัน ผู้ดำเนินระบบพลังงานแห่งชาติ (NESO) ใช้จ่ายเพื่อปรับปริมาณการผลิต สำรองกำลังไฟฟ้า และซื้อขายพลังงาน ส่วนค่าข้อจำกัดด้านการส่งไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับการผลิตเพื่อไม่ให้ปริมาณไฟฟ้าเกินขีดความสามารถของโครงข่าย
ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังสะท้อนอยู่ในค่าไฟฟ้าครัวเรือน รายงานของสภาสามัญระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการปรับสมดุลระบบคิดเป็น 5% ของเพดานราคาค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนทั่วไปในไตรมาสแรกของปี 2026 ตัวเลขนี้เป็นสัดส่วนของต้นทุนที่ใช้คำนวณเพดานราคา ไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนทุกแห่งมีภาระค่าใช้จ่ายจริงเท่ากัน
แผนขยายโครงข่ายส่งไฟฟ้ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้านกฎระเบียบ เนชันแนลกริด (National Grid) ยื่นข้อเสนอการลงทุนมูลค่าราว 4.5 พันล้านปอนด์ต่อ Ofgem เมื่อวันที่ 15 ครอบคลุมโครงการส่งไฟฟ้า 19 โครงการในอังกฤษและเวลส์ จำนวนนี้รวม 2.3 พันล้านปอนด์สำหรับ 6 โครงการที่ยื่นก่อนหน้านี้และอยู่ระหว่างการพิจารณา กับข้อเสนอเพิ่มเติมครั้งนี้อีก 2.2 พันล้านปอนด์
เนชันแนลกริดมีแผนลงทุนราว 31 พันล้านปอนด์ในโครงข่ายส่งไฟฟ้าระหว่างปี 2026–2031 อย่างไรก็ตาม เงิน 4.5 พันล้านปอนด์เป็นข้อเสนอที่รอการพิจารณา ยังไม่ใช่เงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติ โดย Ofgem จะพิจารณาอนุมัติแต่ละโครงการ
ช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการอาจส่งผลต่อต้นทุนด้วย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติของอังกฤษ (NAO) ระบุในรายงานการปรับปรุงโครงข่ายส่งไฟฟ้าเมื่อเดือนกันยายนว่า มีความเสี่ยงที่โครงการจำเป็นหลายโครงการจะไม่เชื่อมต่อได้ทันช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการลดต้นทุน NAO ประเมินค่าข้อจำกัดด้านการส่งไฟฟ้าไว้ที่ 1.9 พันล้านปอนด์ในปีงบประมาณ 2025–2026 ซึ่งครอบคลุมคนละช่วงเวลากับตัวเลข 1.7 พันล้านปอนด์ในรายงานของสภาสามัญ
ยังมีความเห็นต่างเรื่องการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุน รายงานของสภาสามัญระบุถึงมุมมองที่ว่าควรพิจารณาทั้งประโยชน์จากการแก้ข้อจำกัดด้านการส่งไฟฟ้าและต้นทุนการก่อสร้างโครงข่ายใหม่ มีการเสนอให้เรียกเก็บค่าข้อจำกัดจากผู้ผลิตไฟฟ้าด้วย แต่ NESO อธิบายว่าหากผู้ผลิตนำต้นทุนดังกล่าวไปรวมในราคาเสนอขาย ภาระอาจย้อนกลับไปตกกับผู้บริโภค
ความคิดเห็น 0