ข้อเสนอร่างกฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์ในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีความกังวลว่าอาจละเมิดหลักการ ‘เสรีภาพทางการเงินแบบไม่ต้องขออนุญาต’ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณดั้งเดิมของวงการคริปโต โดยเฉพาะ วอร์เรน เดวิสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกมาเตือนว่ากฎหมายฉบับนี้อาจเปลี่ยนสหรัฐฯ ให้กลายเป็นประเทศที่เงินถูกควบคุมผ่านระบบเฝ้าระวังทางการเงินที่ต้องได้รับอนุญาตในทุกขั้นตอน
ข้อกฎหมายที่กำลังถูกอภิปรายคือ ‘ร่างกฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์และตัวตนดิจิทัล’ หรือ *GENIUS Act (S.1582)* ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลในระดับรัฐบาลกลาง โดยจะอนุญาตให้สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารสามารถออกสเตเบิลคอยน์ได้หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อกำหนดที่เคร่งครัดทั้งในแง่การออกเหรียญและการดำเนินงาน
เดวิสันเตือนว่าแนวทางนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการสร้าง ‘ระบบบัญชีที่ติดตามตรวจสอบได้และต้องได้รับอนุญาต’ ซึ่งมีโครงสร้างละม้ายกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC) ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เขายังระบุว่าหากระบบตัวตนดิจิทัลถูกออกแบบอย่างไม่เหมาะสม รัฐบาลอาจมีอำนาจจำกัดหรือจับตาดูธุรกรรมของประชาชนอย่างไม่ถูกหลัก
เดวิสันเคยเป็นผู้สนับสนุนร่างกฎหมายห้ามการใช้ CBDC แบบปรับเปลี่ยนได้ (Programmable CBDC) มาแล้วก่อนหน้านี้ และยังคงใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังห่างไกลแนวคิด ‘เงินส่วนตัวแบบไม่ต้องขออนุญาต(permissionless private money)’ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของโลกคริปโต
ไม่ใช่แค่เดวิสันเท่านั้นที่กังวล เพราะมีสมาชิกสภาฯ อีกหลายคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบตัวตนดิจิทัล วิธีเก็บรักษาเหรียญ (custody) และบทบาทของธนาคารในระบบใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่อาจเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการเงินและเปิดทางให้รัฐสามารถควบคุมผู้ใช้มากเกินไป
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนกฎหมายมองว่า การวางกรอบที่ชัดเจนจะช่วยจูงใจให้ธนาคารเข้าร่วมระบบคริปโตมากขึ้น พร้อมเสริมความมั่นคงทางการเงินและคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมา สภาสหรัฐฯ ก็ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นและการพิจารณากฎหมายตลอดปีที่ผ่านมาเพื่อตรวจสอบผลกระทบของ CBDC และระบบจ่ายเงินดิจิทัลต่อโครงสร้างทางการเงิน
แม้สถานะของ *GENIUS Act* ณ ปัจจุบันยังไม่แน่นอน แต่ดูเหมือนว่าการอภิปรายจะเกิดขึ้นต่อเนื่องระยะยาว โดยสภาคองเกรสมีแผนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและจัดเวทีถกเถียงทั้งจากฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกันอย่างเปิดกว้าง ซึ่งรวมถึงเสียงจากธนาคาร บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ กลุ่มคริปโต และองค์กรภาคประชาสังคม
‘ความคิดเห็น’ จากฝั่งที่คัดค้านเน้นว่า ความชัดเจนและเสถียรภาพด้านนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ควรมาด้วยต้นทุนของสิทธิในการถือครองสินทรัพย์และความเป็นส่วนตัวทางการเงิน โดยเฉพาะในโลกคริปโตที่ถือเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นแก่นกลางของการออกแบบระบบท้ายที่สุด สิ่งที่สมาชิกรัฐสภาและฝ่ายนโยบายต้องตอบให้ได้คือ เส้นแบ่งระหว่าง ‘ระบบการเงินที่ปลอดภัย’ กับ ‘การละเมิดความเป็นส่วนตัว’ นั้นควรอยู่ตรงไหน
ความคิดเห็น 0