ตลาดบิตคอยน์(BTC) กำลังอยู่ในช่วง ‘นิ่งเงียบผิดปกติ’ โดยราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบแถวระดับ 94,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.36 ล้านบาท) พร้อมกับแรงซื้อใหม่ที่แทบไม่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย จากมุมมองของกี ยองจู ซีอีโอของคริปโตควอนต์(CryptoQuant) สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาด การเข้าสู่ยุคที่ ‘สภาพคล่องมีความหลากหลาย’ และยุทธศาสตร์การถือครองในระยะยาวจากสถาบัน กำลังลดความผันผวนฉับพลันในรูปแบบเดิมลง
ในอดีต การขายของ ‘วาฬ’ หรือผู้ถือครองรายใหญ่มักกระตุ้นให้เกิดการขายต่อเนื่องในหมู่นักลงทุนรายย่อย จนนำไปสู่ภาวะตลาดขาลง แต่มุมมองของกี ยองจูชี้ว่า การถือครองระยะยาวในปริมาณมหาศาลของสถาบันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เช่นในกรณีของไมโครสตาร์เทจี(Strategy) ที่ถือบิตคอยน์สูงถึง 673,000 BTC กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมวัฏจักรแบบเดิมไปโดยสิ้นเชิง “รูปแบบวาฬขาย-รายย่อยเทขายเริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว และการพยากรณ์ว่าเมื่อไหร่เงินทุนจะไหลเข้าก็ไม่สำคัญอีกต่อไป” เขากล่าว
แม้การซื้อขายจะซบเซา แต่ความเคลื่อนไหวของวาฬก็ยัง ‘เงียบผิดปกติ’ ข้อมูลจากคริปโตควอนต์ระบุว่า ปริมาณการเคลื่อนย้ายเหรียญของวาฬจากและไปยังแพลตฟอร์มเทรดยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ราคาจะรีบาวด์แล้วก็ตาม จุดนี้สะท้อนว่า ‘แรงขายระยะสั้นเริ่มจำกัด’ และอาจบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง ‘มีเสถียรภาพ’
อย่างไรก็ตาม ฝั่งนักลงทุนรายย่อยยังไม่แสดงสัญญาณคืนกลับมา ข้อมูล ณ วันที่ 30 ระบุว่า ปริมาณความสนใจและการสะสมของ investor กลุ่มนี้ยังคงอยู่ในแดนลบ Maartunn นักวิเคราะห์ของคริปโตควอนต์ชี้ว่า “แม้ราคาเริ่มกลับมาทรงตัว แต่ภาพรวมแล้วนักลงทุนรายย่อยยังไม่มั่นใจ และยังไม่เข้าสู่ตลาดอย่างแท้จริง”
สัญญาณบวกอีกด้านปรากฏในตลาดอนุพันธ์และ ETF โดยข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่า หลังจากการพักฐานตั้งแต่ปลายปี 2025 เข้าสู่ต้นปี 2026 ตัวเลขกำไรที่เกิดจากการขายบิตคอยน์ในระบบ (realized profit) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงถึงการขายเพื่อทำกำไรที่เบาบางลงอย่างมาก สถิติ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 เผยว่า บิตคอยน์มีตัวเลขกำไรเฉลี่ยต่อวันลดลงเหลือเพียง 183.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.66 พันล้านบาท) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้านับว่าลดลงอย่างชัดเจน
ETF เริ่มฟื้นตัวหลังจากเผชิญการไหลออกครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2025 ทั้งยังมีแรงไหลกลับเป็น ‘สุทธิซื้อ’ อีกครั้ง ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สบ่งสัญญาณฟื้น โดย open interest กลับสู่ระดับก่อนการปรับฐาน ด้านตลาดออปชั่น ก็เกิดปรากฏการณ์ “รีเซตขนาดใหญ่” โดยสัดส่วนออปชั่นที่หมดอายุในวันที่ 26 ธันวาคม คิดเป็น 45% ของตำแหน่งคงค้างทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้แปลว่า นักลงทุนเริ่มวาง position ใหม่ตามราคาตลาดปัจจุบัน
Glassnode ยังระบุว่า โครงสร้างออปชั่นกำลังเปลี่ยนไปอีกด้วย โดยดีลเลอร์ส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนสถานะ ‘แกมมา’ ไปอยู่ในฝั่ง ‘ชอร์ต’ ในช่วงราคาระหว่าง 95,000–104,000 ดอลลาร์ บ่งชี้ว่าความต้องการ ‘คอลออปชั่น’ (เดิมพันว่าราคาจะขึ้น) ค่อย ๆ กลับมาเด่นกว่า ‘พุทออปชั่น’ (ประกันขาดทุน)
หนึ่งในปัจจัยที่ชะลอการไหลของเงินทุนเข้าสู่บิตคอยน์คือ ‘การเปลี่ยนพอร์ต’ ไปยังหุ้นและตลาดโลหะมีค่า ฟาร์ซัม เอซานี ซีอีโอของ VALR กล่าวว่าราคา ‘ทอง’ และ ‘เงิน’ พุ่งสูงถึง 69% และ 161% ภายใน 1 ปี และเมื่อกระแสโภคภัณฑ์แผ่วลง เงินทุนอาจไหลกลับไปยังสินทรัพย์คริปโตอีกครั้ง เขาคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2026 บิตคอยน์อาจขึ้นไปแตะ 130,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.88 ล้านบาท) และอีเธอเรียม(ETH) แตะ 4,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.53 แสนบาท)
แต่ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่มองโลกในแง่ดี ไมเคิล เทอร์พิน นักลงทุนคริปโตยุคแรกกลับเผยแนวโน้มระมัดระวัง โดยประเมินว่าปี 2026 อาจเป็น ‘ขาลง’ เหมือนปี 2014, 2018 หรือ 2022 ก็ได้ พร้อมตั้งแนวรับไว้ที่ 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8.7 แสนบาท) ภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทั้งนี้ เขายังเปิดโอกาสอีก 20% ว่าราคาอาจเกิดการรีบาวด์ระยะสั้นก่อนเข้าสู่ช่วงสะสมอีกครั้ง
ในภาพใหญ่ กี ยองจู ฝากข้อคิดไว้ว่า การลงทุนในบิตคอยน์ไม่อาจเร่งรัดได้ “เหมือนวิสกี้ต้องหมักให้นาน การถือครองบิตคอยน์ก็ต้องมีเวลาอย่างน้อย 4 ปี ถึงจะเข้าใจรสชาติที่แท้จริง และถ้ารอได้ถึง 16 ปี รสชาตินั้นจะยิ่งลุ่มลึกยิ่งกว่า” ข้อความนี้เสมือนเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนพิจารณายุทธศาสตร์ ‘ถือยาว’ อย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงการตอบสนองแบบฉาบฉวยต่อความเคลื่อนไหวระยะสั้นในตลาดขณะนี้
ความคิดเห็น 0