ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังกดดันตลาด ‘บิตคอยน์(BTC)’ อย่างชัดเจน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุระดับ ‘116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ ส่งสัญญาณ ‘Risk-off’ ชัดเจน เม็ดเงินสถาบันไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง ทั้ง ‘ความกังวลเงินเฟ้อ’, โอกาสเลื่อน ‘การลดดอกเบี้ย’ ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และ ‘ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์’ ที่พุ่งสูง ล้วนกลายเป็นแรงกดดันต่อราคา ‘บิตคอยน์’ ไปพร้อมกัน
เมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นกว่า ‘60% ภายใน 1 เดือน’ หลังอิหร่านกล่าวหาสหรัฐเตรียมการรุกราน ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการโจมตีของกองกำลังฮูตีสร้างปัญหาด้าน ‘อุปทานน้ำมัน’ เพิ่มเติม ผลดังกล่าวแม้จะไม่ได้กระทบตลาดคริปโตโดยตรง แต่สร้างแรงสะเทือนผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ คือ ‘ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรง’, การคาดการณ์ว่าเฟดจะ ‘ชะลอการลดดอกเบี้ย’, และการเพิ่มขึ้นของ ‘Geopolitical Risk Premium’ ซึ่งทั้งหมดนี้กดดันต่อราคาบิตคอยน์ในเชิงโครงสร้าง
ราคาบิตคอยน์ล่าสุดอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ ‘63,000–65,700 ดอลลาร์’ ใกล้ระดับต่ำสุดรายสัปดาห์ ในตลาดอนุพันธ์มีการบังคับปิดสถานะรวมกว่า ‘500 ล้านดอลลาร์’ (ประมาณ 7.5 แสนล้านบาท) โดยกว่า ‘84% เป็นฝั่ง Long’ สะท้อนการดีดตัวไม่ผ่านและการเทขายเชิงบังคับอย่างรุนแรง ดัชนี ‘Fear & Greed’ ร่วงลงสู่ระดับ ‘28’ เข้าสู่โซน ‘Extreme Fear’ ขณะที่ ‘ออปชัน’ บิตคอยน์มูลค่าราว ‘14,000 ล้านดอลลาร์’ กำลังทยอยครบกำหนด เพิ่มเชื้อไฟให้ ‘ความผันผวน’ ยิ่งขยายตัว
‘แรงขายดิเลเวอเรจ’ ยังไม่จบ ถ้าระดับ 63,000 ดอลลาร์แตก
ระดับราคาที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดในเวลานี้คือโซน ‘63,000 ดอลลาร์’ เพราะเป็นแนวรับสำคัญที่เคยช่วยกันราคาบิตคอยน์เอาไว้แล้ว ‘สองครั้ง’ ในช่วงเกิดช็อกทางมหภาคก่อนหน้านี้ ถัดลงมาด้านล่างคือแนว ‘เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน’ แถวประมาณ ‘62,400 ดอลลาร์’ ซึ่งเป็นแนวรับเชิงโครงสร้างระยะกลาง
หากราคาหลุดเส้น 200 วันลงมา จะกลายเป็น ‘สัญญาณพังเทรนด์’ ครั้งแรกนับตั้งแต่จบ ‘รอบขาขึ้นใหญ่’ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และมีโอกาสสูงที่จะจุดชนวนให้กองทุนเชิงปริมาณที่ใช้กลยุทธ์โมเมนตัมเร่ง ‘Deleveraging’ ลดเลเวอเรจเพิ่มอีก ‘ความคิดเห็น’ ปัจจุบันแรงขายส่วนใหญ่ยังมาจากฝั่งอนุพันธ์มากกว่าตลาดสpot ซึ่งหมายความว่าหากราคาไม่สามารถรีบาวด์เหนือโซนสำคัญได้ โมเมนตัมขายรอบถัดไปอาจรุนแรงกว่าเดิม
ด้านแนวต้านฝั่งบน ตลาดมองที่โซน ‘67,500 ดอลลาร์’ และ ‘71,000 ดอลลาร์’ ซึ่งในรอบการร่วงลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เคยทำหน้าที่เป็น ‘แนวรับ’ ก่อนจะถูกเปลี่ยนสถานะเป็น ‘แนวต้าน’ แล้วอย่างสมบูรณ์ การกลับขึ้นไปยืนและปิดรายวันเหนือหนึ่งในสองโซนนี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญหากบิตคอยน์จะกลับสู่ภาพขาขึ้นอย่างมั่นคง
น้ำมัน–บิตคอยน์: ความสัมพันธ์ต่ำในภาวะปกติ แต่เปลี่ยนไปเมื่อเกิด ‘ช็อกด้านอุปทาน’
ในภาวะปกติ ‘ราคาน้ำมัน’ กับ ‘ราคาบิตคอยน์’ มีความสัมพันธ์ไม่สูงมากนัก โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 ชี้ว่าค่าสหสัมพันธ์ระหว่างสองสินทรัพย์อยู่แถว ‘0.15’ ซึ่งถือว่าต่ำ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ ‘Supply Shock’ แบบที่กำลังเกิดขึ้น ภาพความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยน
ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่าน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ จากระดับปกติราว ‘20 ล้านบาร์เรลต่อวัน’ ลดลงมาเหลือเพียง ‘ประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน’ เท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงแบบชั่วคราว แต่เป็น ‘ช็อกด้านอุปทานเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งตามสถิติมักทำให้ ‘Correlation ระหว่างสินทรัพย์’ เพิ่มขึ้นชั่วคราว เม็ดเงินลงทุนจะถูกดึงกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีไปจนถึงคริปโตเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันชัดเจนขึ้น
สามฉากทัศน์ราคาน้ำมัน และทิศทางบิตคอยน์
สถานการณ์ปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์หลัก โดยแต่ละแบบจะสะท้อนใน ‘ราคาน้ำมัน’, ‘นโยบายดอกเบี้ยเฟด’ และ ‘ทิศทางบิตคอยน์’ แตกต่างกันไป
1) ฉากทัศน์เชิงบวก: คลี่คลายความตึงเครียด – น้ำมันลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่อนคลาย และการขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีโอกาสปรับตัวลงมาต่ำกว่า ‘100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ สถานการณ์ดังกล่าวจะลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลง เปิดโอกาสให้เฟดส่งสัญญาณท่าที ‘ผ่อนคลาย’ ในการประชุมเดือนเมษายนมากขึ้น
ในกรณีนี้ ‘บิตคอยน์’ มีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทดสอบและยืนเหนือ ‘67,500 ดอลลาร์’ อีกครั้ง และอาจเริ่มต้นรอบรีบาวด์ใหญ่ได้ ขณะเดียวกันกองทุนสถาบัน โดยเฉพาะฝั่ง ETF อย่าง ‘IBIT’ ของ ‘แบล็คร็อก(BlackRock)’ ซึ่งเป็นกองทุนบิตคอยน์สปอต อาจได้รับ ‘แรงซื้อสะสม’ เพิ่มจากนักลงทุนที่มองหาโอกาสเข้าซื้อในจังหวะย่อตัว โดยเม็ดเงินไหลเข้าอาจขยับใกล้ระดับ ‘225.2 ล้านดอลลาร์’ ตามประมาณการ
2) ฉากทัศน์กึ่งลบ: ตึงเครียดต่อเนื่องแต่ไม่ลุกลาม – น้ำมันยืน 110–116 ดอลลาร์
หากสถานการณ์ยังคงตึงตัวแต่ไม่ขยายเป็นความขัดแย้งแบบเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในช่วง ‘110–116 ดอลลาร์’ เฟดในกรณีนี้อาจจำเป็นต้องคงท่าที ‘สายเหยี่ยว’ ต่อไปอย่างน้อยตลอด ‘ไตรมาส 2’ เพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่เสี่ยงกลับมาร้อนแรง
สำหรับบิตคอยน์ ฉากทัศน์นี้มีแนวโน้มเห็นราคา ‘แกว่งตัวในกรอบกว้าง’ ระหว่าง ‘63,000–68,000 ดอลลาร์’ พร้อมความผันผวนสูง นักลงทุนระยะสั้นอาจต้องเผชิญกับการสวิงขึ้นลงแรงหลายครั้ง ในฝั่ง ‘นักขุด’ ต้นทุนการดำเนินงานมีโอกาสเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นราว ‘15–25%’ จากทั้งต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะบริษัทที่ใช้ไฟฟ้าผูกกับราคาเชื้อเพลิง
3) ฉากทัศน์เลวร้าย: ปิดช่องแคบฮอร์มุซ – น้ำมันอาจทะลุ 130 ดอลลาร์
กรณีเลวร้ายที่สุดคือการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ ‘ราคาน้ำมันดิบ’ มีโอกาสพุ่งทะลุ ‘130 ดอลลาร์’ ได้ เมื่อถึงระดับนั้น ‘อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี’ หรือบอนด์ยิลด์ อาจทะลุ ‘5%’ อีกครั้ง เฟดจะถูกบีบให้เลือกระหว่าง ‘กดเงินเฟ้อ’ กับ ‘ประคองเศรษฐกิจ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในกรณีดังกล่าว บิตคอยน์มีโอกาส ‘ปรับฐานแรง’ ลงสู่โซน ‘55,000–57,000 ดอลลาร์’ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญในรอบสะสมก่อนหน้า และรูปแบบการร่วงอาจ ‘คล้ายเหตุการณ์ปี 2022’ ที่ครั้งนั้นเมื่อราคาน้ำมันขึ้นแตะ ‘115 ดอลลาร์’ บิตคอยน์ดิ่งจาก ‘45,000 ดอลลาร์’ ลงสู่แถว ‘39,000 ดอลลาร์’ ในเวลาไม่นาน เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ‘ช็อกน้ำมัน’ สามารถเร่งแรงขายในบิตคอยน์ได้ขนาดไหน
บิตคอยน์กำลังเทรดแบบ ‘สินทรัพย์เติบโตไวแพ้ดอกเบี้ย’ มากกว่า ‘สินทรัพย์กันเงินเฟ้อ’
ตัวแปรสำคัญที่ตลาดอาจประเมินต่ำไปคือ ‘เส้นทางของเงินเฟ้อข้างหน้า’ หากราคาน้ำมันยืนเหนือ ‘100 ดอลลาร์’ เป็นเวลานาน ผลกระทบจะไม่หยุดแค่ความกังวลด้านจิตวิทยา แต่จะไหลเข้าสู่ ‘โครงสร้างนโยบายดอกเบี้ย’ โดยตรง ทำให้เฟดต้องรักษาดอกเบี้ยระดับสูงนานขึ้น
ที่ผ่านมา บิตคอยน์ถูกพูดถึงในฐานะ ‘สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ’ แต่การเคลื่อนไหวรอบล่าสุดกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป เมื่อบอนด์ยิลด์สหรัฐเริ่มขยับขึ้น บิตคอยน์ก็อ่อนตัวหลุด ‘67,000 ดอลลาร์’ ลงมา แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังมองบิตคอยน์ในระยะสั้นใกล้เคียงกับ ‘หุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูง’ หรือ ‘Growth Asset ที่แพ้ดอกเบี้ย’ มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์หลบภัยจากเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังคงมี ‘ค่าสหสัมพันธ์สูง’ กับดัชนีหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ เช่น Nasdaq และหุ้นกลุ่มเมกะเทค ขณะที่ความสัมพันธ์กับทองคำยังไม่สม่ำเสมอ ตอกย้ำมุมมองว่าบิตคอยน์ในสายตาสถาบันปัจจุบัน ยังถูกจัดกลุ่มใกล้กับ ‘สินทรัพย์เสี่ยงเชิงนวัตกรรม’ มากกว่าจะเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ อย่างที่มักถูกนำเสนอ
ตลาดรอ ‘เฟด–สภาคองเกรส–ฮอร์มุซ’ ชี้ทาง
ตัวแปรสำคัญระยะสั้นที่ต้องจับตาคือการประชุมเฟดวันที่ ‘1–2 เมษายน’ หากถ้อยแถลงส่งสัญญาณชัดว่าการ ‘ลดดอกเบี้ยจะล่าช้าออกไป’ หรือจำนวนครั้งของการลดดอกเบี้ยในปีนี้อาจน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ แรงขายในบิตคอยน์และคริปโตอาจกลับมาระลอกใหม่
ถัดจากนั้นคือ ‘การลงมติของสภาคองเกรสสหรัฐเรื่องมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน’ ช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าความตึงเครียดในภูมิภาคจะคลี่คลายหรือยกระดับ และสุดท้ายคือ ‘สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน และโดยอ้อม จะกำหนดอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดบิตคอยน์ไปพร้อมกัน
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนคริปโต นี่คือช่วงเวลาที่ต้องกลับมาดู ‘ภาพมหภาค’ ให้ละเอียด ไม่ใช่แค่กราฟราคา การบริหารเลเวอเรจอย่างระมัดระวัง การกันเงินสดบางส่วนไว้รับมือ Event ด้านการเมืองโลก และการจับตานโยบายเฟดอย่างใกล้ชิด จะกลายเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายต่อผลตอบแทนในรอบถัดไปของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาดคริปโตทั้งหมด
ความคิดเห็น 0