ราคาทองคำพุ่งจาก 3,300 ดอลลาร์ขึ้นมาถึงราว 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี แต่ตลาดส่วนใหญ่ยังมองทองคำเพียงแค่เป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ เท่านั้น ขณะที่ ‘กโรค AI’ มองว่ารอบขาขึ้นยังไม่จบ พร้อมประเมินว่าภายในสิ้นปี 2026 ราคาทองคำอาจไต่ขึ้นสู่ช่วง 5,500–6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีก
การคาดการณ์ของกโรค AI อ้างอิงจาก ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์’ มากกว่าจะเป็นเพียงแรงซื้อจากความกลัวระยะสั้น โดยมี ‘การซื้อทองคำของธนาคารกลาง’ เป็นหัวใจสำคัญ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกทยอยสะสมทองคำปีละมากกว่า 800 ตันอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาทองคำปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่แรงซื้อเชิงสถาบันระดับรัฐกลับยังไม่สะดุด
กระแสนี้แตกต่างจาก ‘การเก็งกำไร’ แบบทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะสะท้อนการจัดสรรสินทรัพย์ในระดับประเทศ ท่ามกลางแนวโน้ม ‘ลดการพึ่งพาดอลลาร์’ และการกระจายความเสี่ยงจากเงินสกุลเดียว ไปสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาว ยิ่งผนวกเข้ากับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้ทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และความไม่แน่นอนด้านการคลังของหลายประเทศ ‘คำ’ ความต้องการถือครองทองคำจึงไม่ได้แค่เพิ่มขึ้น แต่กำลังขยายตัวแบบ ‘หลายชั้นและยั่งยืน’
อีกแรงหนุนที่เริ่มชัดขึ้นคือเงินลงทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งเดิมทีมีสัดส่วนการถือทองคำต่ำ ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเหล่านี้หันมาเพิ่มน้ำหนักทองคำมากขึ้น ทำให้ฐานของตลาดทองคำกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ด้านอุปทาน ‘เหมืองทอง’ กลับปรับตัวตามดีมานด์ที่พุ่งขึ้นได้ช้า ส่งผลให้ทองคำที่ออกสู่ตลาดมีจำกัดมากขึ้น
‘ความคิดเห็น’ ปัจจัยเชิงโครงสร้างแบบนี้ทำให้รอบขาขึ้นของทองคำในครั้งนี้ต่างจากรอบก่อน ๆ เพราะไม่ได้ขับเคลื่อนเพียงความกังวลชั่วคราว แต่สะท้อนการปรับพอร์ตระดับโลกที่กินเวลาหลายปี
그록 AI: ทองคำเข้าสู่ “รอบขาขึ้นระยะที่ 2” การย่อตัวคือบททดสอบแนวโน้มใหญ่
กโรค AI วิเคราะห์ว่า ทองคำได้จบรอบ ‘ขาขึ้นระยะที่ 1’ ไปแล้ว จากบริเวณ 3,300 ดอลลาร์ขึ้นสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ ก่อนจะเข้าสู่ ‘ระยะที่ 2’ ที่มีเป้าหมายสูงสุดถึง 6,300 ดอลลาร์ มุมมองนี้จึงไม่ใช่การให้เป้าราคาใหม่แบบไร้พื้นฐาน แต่เป็นการมองว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวยังดำเนินต่อ
ปัจจุบันราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่แถว 4,510 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทะลุแนวสำคัญในเดือนกันยายน 2025 แล้วพุ่งต่อไปทำจุดสูงสุดแถว 5,600 ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คิดเป็นการปรับขึ้นประมาณ 65% ก่อนจะย่อตัวลงมาบริเวณปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการ ‘พักฐานอย่างมีนัยสำคัญครั้งแรก’ ภายหลังการขึ้นรอบใหญ่
ระดับ ‘แนวรับหลัก’ อยู่ที่ช่วง 4,400–4,600 ดอลลาร์ โซนนี้เคยเป็นกรอบสะสมกำลังก่อนการดีดตัวรอบสุดท้ายช่วงปลายปี 2025 จึงถูกจับตามองว่าเป็นจุดที่แรงซื้อมีโอกาสกลับเข้ามาชัดเจน อีกทั้งยังทับซ้อนกับ ‘กรอบล่าง’ ที่กโรค AI วางไว้ในโซน 4,000–4,400 ดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเขตสะสมระยะกลาง
ในทางกลับกัน ฝั่ง ‘แนวต้าน’ ตามการประเมินอยู่ที่ 4,800–4,900 ดอลลาร์ จากนั้นคือระดับ 5,200 ดอลลาร์ และจุดสูงสุดเดือนกุมภาพันธ์บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ หากราคาสามารถยืนเหนือ 5,600 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง จึงจะเปิดทางให้ ‘สกีนาริโอ 6,300 ดอลลาร์’ มีโอกาสเกิดขึ้นจริง
ด้าน ‘สกีนาริโอขาลง’ กโรค AI มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากเกิดสามปัจจัยลบพร้อมกัน ได้แก่ อินฟlationชะลอลงแรง ดอลลาร์แข็งค่าชัดเจน และการซื้อทองคำของธนาคารกลางเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีนี้ก็ยังถูกมองว่าเป็นเพียงการปรับฐานในกรอบ 4,000–4,400 ดอลลาร์ มากกว่าจะเป็นการพังทลายของแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว
ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดต้องจับตาคือ ‘ทองคำจะป้องกันแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ได้หรือไม่’ หากราคาสามารถทรงตัวเหนือโซนนี้ได้ การอ่อนตัวรอบนี้ก็มีแนวโน้มเป็นเพียง ‘การพักหายใจกลางขาขึ้นใหญ่’ มากกว่าจะเป็นจุดจบของรอบกระทิงทองคำครั้งนี้
ความคิดเห็น 0