ตลาดบิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญสภาพแวดล้อมมหภาคที่ไม่เคยเจอมาก่อน เมื่อ ‘ผลตอบแทนที่แท้จริง’ ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับความน่าดึงดูดของการลงทุนในบิตคอยน์(BTC) และทรัพย์สินเสี่ยงอื่นๆ
ผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรปรับตามเงินเฟ้อ (TIPS) อายุ 30 ปีของสหรัฐ ล่าสุดไต่ขึ้นใกล้ระดับ 3% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบราว 17 ปี หมายความว่านักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนปีละราว 3% ‘หลังหักเงินเฟ้อ’ ได้จากสินทรัพย์ที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ค้ำประกัน
ในโลกการเงินแบบดั้งเดิม พันธบัตรรัฐบาลถือเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ชั้นนำ เมื่อสินทรัพย์ลักษณะนี้ให้ ‘ผลตอบแทนที่แท้จริง’ สูงขึ้น ‘โอกาสต้นทุน’ ของการถือครองบิตคอยน์(BTC) หรือทองคำ ซึ่งไม่จ่ายดอกเบี้ย จะเพิ่มขึ้นทันที เพราะนักลงทุนสามารถย้ายเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนมากกว่าได้
บางสำนักวิเคราะห์ถึงขั้นมองสถานการณ์นี้ว่าเป็น “โอกาสรักษามูลค่าทรัพย์สินครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ” เนื่องจากสามารถล็อกผลตอบแทนจริงจากสินทรัพย์ที่รัฐบาลสหรัฐค้ำประกันได้อย่างมั่นคง ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนที่เน้นความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งตลาดคริปโต ‘บทบาทการเป็นที่เก็บรักษามูลค่า’ ของบิตคอยน์(BTC) ยังถูกยกขึ้นมาเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นเรื่องการกระจายศูนย์ ไม่มีตัวกลาง และทนทานต่อการเซ็นเซอร์ ทำให้บิตคอยน์(BTC) แตกต่างจากทรัพย์สินทางการเงินแบบเดิม
ในหมู่นักลงทุนบางกลุ่มมีการชี้ให้เห็นว่า หากประเมิน ‘ราคาทรัพย์สินอื่น’ ด้วยหน่วยบิตคอยน์(BTC) เช่น ราคาที่อยู่อาศัยเมื่อเทียบกับบิตคอยน์(BTC) จะเห็นว่ามีการปรับตัวลงแรงกว่าที่เห็นในหน่วยดอลลาร์ ส่งเสริมมุมมองที่ว่าบิตคอยน์(BTC) อาจทำหน้าที่เป็นตัวเก็บมูลค่าในระยะยาวได้ดีกว่า
‘ความคิดเห็น’ ประเด็นนี้ทำให้ภาพชัดว่าการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนที่แท้จริง แม้จะเป็นแรงกดดันในระยะสั้นต่อราคาบิตคอยน์(BTC) แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเพียงพอทำลาย ‘โครงสร้างความน่าดึงดูดเชิงพื้นฐาน’ ของบิตคอยน์(BTC) ในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิเคราะห์
ด้านกระแสเงินทุนสถาบัน สัญญาณเชิงบวกยังคงปรากฏให้เห็น ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา กองทุน ETF บิตคอยน์สปอต มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิรวมราว 1,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังคงจัดสรรเงินเข้าสู่บิตคอยน์(BTC) ผ่านช่องทางที่มีโครงสร้างถูกกฎเกณฑ์และโปร่งใส
สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้ ‘ผลตอบแทนที่แท้จริง’ ของพันธบัตรจะสูงขึ้น แต่เม็ดเงินบางส่วนก็ยังเลือกเข้าตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เริ่มกระทบกับหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงวงกว้างมากขึ้น ผลกระทบแบบลูกโซ่อาจลุกลามมาถึงตลาดบิตคอยน์(BTC) และคริปโตในภาพรวม
อีกด้านหนึ่ง ตลาดอนุพันธ์คริปโตก็กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอย่างน่าจับตา เมื่อบิตเม็กซ์(BitMEX) แพลตฟอร์มที่เป็นผู้บุกเบิก ‘สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (perpetual futures)’ ตัดสินใจยุติการดำเนินงานในวันที่ 23 กันยายน ที่จะถึงนี้
การที่แพลตฟอร์มดั้งเดิมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์ กลับไม่สามารถแข่งขันกับกระดานเทรดที่ใหญ่กว่าและมีสภาพคล่องสูงกว่าได้ สะท้อน ‘กระบวนการรวมศูนย์อุตสาหกรรม’ ที่กำลังเร่งตัว ผู้ให้บริการขนาดเล็กหรือกลางเผชิญแรงกดดันด้านจำนวนผู้ใช้ ปริมาณการเทรด และต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
เมื่อความสำคัญของ ‘การปฏิบัติตามกฎหมาย’ และ ‘มาตรฐานความปลอดภัยระดับสถาบัน’ เพิ่มสูงขึ้น แพลตฟอร์มที่ไม่สามารถขยายฐานผู้ใช้และสภาพคล่องได้มากพอ มีแนวโน้มจะถูกบีบให้ออกจากตลาด ทำให้ภาพรวมตลาดอนุพันธ์คริปโตเอนเอียงไปสู่โมเดล ‘ปริมาณเทรดสูง ขนาดใหญ่ กินรวบ’ ชัดเจนขึ้น
ท้ายที่สุด ตลาดบิตคอยน์(BTC) กำลังยืนอยู่บน ‘จุดทดสอบ’ ระหว่างแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่แท้จริงขาขึ้น กับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนสถาบันและกองทุน ETF ที่ยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
หากอัตราผลตอบแทน TIPS ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสกดดันราคาบิตคอยน์(BTC) เพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการผ่าน ETF และภาพจำของบิตคอยน์(BTC) ในฐานะ ‘ที่เก็บรักษามูลค่าระยะยาว’ อาจสามารถชดเชยแรงกดดันดังกล่าวได้ส่วนหนึ่ง
สุดท้าย ทิศทางของตลาดบิตคอยน์(BTC) ยังผูกติดกับสองปัจจัยหลัก คือ ‘ระดับดอกเบี้ย’ และ ‘สภาพคล่องในระบบการเงิน’ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่านักลงทุนจะเลือกเข้าหรือออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมากน้อยแค่ไหนในช่วงต่อจากนี้
ความคิดเห็น 0