Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯยึดคริปโตมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์ โยงโรแมนซ์สแกม-ฉ้อโกงลงทุนข้ามชาติ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ(DOJ) เดินหน้าฟ้องร้องยึดทรัพย์สินดิจิทัลมูลค่ากว่า 2,500만ดอลลาร์ (ราว 3.6 หมื่นล้านวอน) ที่เชื่อมโยงกับ ‘โรแมนซ์สแกม’ และ ‘การฉ้อโกงการลงทุน’ ที่ใช้ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ เป็นเครื่องมือ หลอกเหยื่อในสหรัฐฯ แคนาดา และอีกหลายประเทศทั่วโลก ผ่านวิธีสร้างความไว้วางใจและใช้ ‘แพลตฟอร์มซื้อขายปลอม’ เป็นแกนหลักของอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) สำนักงานอัยการเขตวอชิงตันดีซี และหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ (US Secret Service) สาขาวอชิงตัน เปิดเผยว่าการยึดทรัพย์ครั้งนี้มาจากการสืบสวนของหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมไซ버 โดยสามารถระบุตัว ‘เครือข่ายฟอกเงิน’ หลายกลุ่ม และพบว่ามีผู้เสียหายหลายพันคนที่เชื่อว่ากำลังลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถูกกฎหมาย ก่อนจะถูกหลอกให้โอนเงินเข้าแพลตฟอร์มปลอม

วิธีการของกลุ่มมิจฉาชีพเริ่มจากการเข้าหาเหยื่อด้วยความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือมิตรภาพ ใช้เวลา ‘สร้างความไว้ใจ’ จากนั้นจึงชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตปลอมที่ดูเหมือนของจริง ทั้งหน้าเว็บ อินเทอร์เฟซ และข้อมูลราคา หลังจากเหยื่อโอนเงินเข้าไป กลุ่มคนร้ายจะโอนคริปโตที่ได้มาไหลผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลหลายชั้น เพื่อ ‘กระจายร่องรอย’ และทำให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ยากขึ้น

การฟ้องร้องครั้งนี้แบ่งออกเป็น 5 คดีแพ่ง โดยดีลที่ใหญ่ที่สุดมีมูลค่ากว่า 12 ล้านดอลลาร์ เชื่อมโยงกับคดี ‘โรแมนซ์สแกม’ ที่มีเหยื่อมากกว่า 200 ราย ส่วนอีกหนึ่งคดีสำคัญเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่น่าสงสัยกว่า 270 รายการ รวมมูลค่าราว 10.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีก 3 คดีที่เหลือพุ่งเป้าไปที่ ‘บัญชีลงทุนปลอม’ และการฉ้อโกงแบบ ‘ช่วยตามเงินคืน’ ซึ่งมิจฉาชีพจะอ้างว่าช่วยกู้เงินที่เหยื่อเสียไปในรอบแรก แต่สุดท้ายกลับหลอกเอาเงินเพิ่มในรอบที่สอง

DOJ ระบุว่ากลุ่มฟอกเงินที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีฐานปฏิบัติการอยู่ใน ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบที่มาของ IP address ในจีน มาเลเซีย และกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการ ‘คริปโตสแกม’ กำลังกระจายศูนย์และดำเนินงานข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการอาชญากรรมคริปโต โดยในปฏิบัติการ ‘First Light 2026’ ที่องค์การตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เป็นผู้นำ มี 97 ประเทศและดินแดนเข้าร่วม นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 5,811 ราย และสกัดกั้นทรัพย์สินผิดกฎหมายมูลค่ารวม 283 ล้านดอลลาร์ อินเตอร์โพลเปิดเผยว่า มีผู้เสียหายมากกว่า 142,000 คน และบัญชีธนาคารกว่า 31,000 บัญชีถูกอายัดหรือปิดกั้นในปฏิบัติการครั้งนี้

"ความคิดเห็น" นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงไซ버มองว่าการฉ้อโกงที่ใช้ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ เป็นเครื่องมือ ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมออนไลน์ระดับปัจเจกอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวเป็น ‘อุตสาหกรรมฟอกเงินข้ามชาติ’ ที่มีโครงสร้างและห่วงโซ่อุปทานชัดเจน ตั้งแต่ผู้ล่อเหยื่อ นักพัฒนาแพลตฟอร์มปลอม ไปจนถึงเครือข่ายฟอกเงินในหลายประเทศ

ที่ผ่านมา หน่วยงานสหรัฐฯ เคยขยับจัดการขบวนการลักษณะนี้แล้วหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ทางการได้ยึดเหรียญเทเธอร์(USDT) มูลค่าราว 61 ล้านดอลลาร์ ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้แพลตฟอร์มลงทุนหลอกลวง นับเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่ตอกย้ำว่าการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อ ‘ล้างเงิน’ กำลังเป็นปัญหาเชิงระบบ

แม้ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ จะมีจุดเด่นด้านความรวดเร็วในการโอนและระดับการเปิดเผยตัวตนที่จำกัด แต่คุณสมบัติเดียวกันนี้ก็ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของอาชญากรไซ버 การยื่นฟ้องและเดินหน้ายึดทรัพย์ครั้งล่าสุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเพิ่มน้ำหนักในการจัดการ ‘คริปโตสแกม’ และปิดช่องว่างการฟอกเงินในระบบสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยมีการใช้ทั้งกฎหมายในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่กันไป เพื่อกดดันเครือข่ายอาชญากรรมที่อาศัยข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นเกราะกำบัง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1